อดีตสส.ปชป. ย้อน 20 ปี “ชุดสามหนาห้าห่วง” เทียบสถานการณ์ กกต.ปัจจุบัน จับตา 28 ก.ย. ศาลรธน.วินิจฉัยปมคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะทำประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือไม่
วันนี้ (20ก.ย.) นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เป็นวาระครบรอบ 20 ปีของปรากฏการณ์ทางการเมืองเกี่ยวกับ กกต. ชุดที่ถูกเรียกว่า “ชุดสามหนาห้าห่วง” ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2549
นายเทพไทระบุว่า หากนำเหตุการณ์ในขณะนั้นมาเปรียบเทียบกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน จะเห็นว่าศรัทธาของประชาชนที่มีต่อ กกต. ถดถอยลง โดยเฉพาะการวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาฮั้วเลือก สว. ซึ่งเขามองว่าขัดกับความรู้สึกของประชาชน
นายเทพไทกล่าวอีกว่า ยิ่งเมื่อมี กกต.เสียงข้างน้อยออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณา และมีการลงมติให้จำนวนผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วเลือก สว. จาก 229 คน เหลือ 77 คน รวมถึงข้อสังเกตของเขาว่า กระบวนการดังกล่าวอาจทำให้คดีไม่เชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองหรือพรรคการเมือง ยิ่งทำให้เกิดคำถามต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.เสียงข้างมาก และอาจนำไปสู่ความไม่พอใจหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองในอนาคต
ขณะเดียวกัน นายเทพไทกล่าวถึงกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาว่า การพิมพ์คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง ส่งผลกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ และขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่
นายเทพไทได้นำเหตุการณ์ดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2549 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดยมีประเด็นเรื่องการจัดคูหาเลือกตั้งที่กระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ ขณะที่กรรมการการเลือกตั้งในขณะนั้นมีคดีและถูกศาลพิพากษาจำคุก
ด้วยเหตุนี้ นายเทพไทจึงระบุว่า ต้องจับตาวันที่ 28 กันยายน 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ผลจะออกมาอย่างไร
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามกรณี กกต.ที่มีมติในคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งนายเทพไทระบุว่ากำลังเผชิญคดีความและอาจมีการฟ้องร้องเพิ่มเติมในอนาคต โดยตั้งคำถามว่า สถานการณ์ทางการเมืองและคดีที่เกี่ยวข้องกับ กกต.ในครั้งนี้ จะเดินไปสู่จุดเดียวกับเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนหรือไม่
“จึงต้องจับตาดูว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเดิมหรือไม่” นายเทพไทกล่าว


