วันนี้ (19 ก.ย. 2569)นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ประธานกรรมาธิการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย สส.พรรคกล้าธรรม ได้แก่ นายอัครา พรหมเผ่า สส.พะเยา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายสิรภพ สมผล สส.สกลนคร ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร เพื่อติดตามประเด็นการพัฒนาหนองหาร รับฟังปัญหาและข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มผู้ใช้น้ำ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ โดยมีนายศราวุธ สุวรรณจูฑะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร นำส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ณ หนองหาร บริเวณสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์สกลนคร (สระพังทอง)
สำหรับ หนองหาร จังหวัดสกลนคร ถือเป็นบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ อันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากบึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ และมีขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 76,000 ไร่ มีความยาวโดยประมาณ 110 กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสกลนครและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ประโยชน์ โดยมีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 80,000 ครัวเรือน
หนองหารมีลำน้ำไหลเข้าจำนวน 21 ลำน้ำ โดยส่วนใหญ่ไหลมาตามลำน้ำพุง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาภูพาน มีความจุเก็บกักประมาณ 266.924 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปัจจุบันมีปริมาณน้ำประมาณ 242.863 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 90.99 ของความจุ
จากการรวบรวมข้อมูลของจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าหนองหารยังมีปัญหาสำคัญหลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและน้ำท่วม ตลอดจนปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำจากวัชพืช โดยเฉพาะ ผักตบชวา จอกหูหนูยักษ์ และสนุ่น ซึ่งแพร่กระจายและปกคลุมผิวน้ำเป็นวงกว้าง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ การระบายน้ำ การประมงพื้นบ้าน และการสัญจรทางน้ำ
นอกจากนี้ยังพบปัญหาตะกอนดินสะสมจนทำให้บางพื้นที่ตื้นเขิน ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาด้านที่ดินและการกำหนดแนวเขต รวมถึงข้อจำกัดในการพัฒนาหนองหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่เศรษฐกิจของชุมชน
นายภาคภูมิ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากการตั้งกระทู้ของนายสิรภพ สมผล สส.สกลนคร ซึ่งได้นำเสนอปัญหาของหนองหารต่อสภาผู้แทนราษฎร ทั้งเรื่องความเสื่อมโทรมจากวัชพืชน้ำ ปัญหาการกำหนดเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงปัญหาการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่อาจทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินของประชาชน
“การพัฒนาหนองหารไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่” นายภาคภูมิ กล่าว
ประธานกรรมาธิการฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะรวบรวมข้อมูลและประเด็นปัญหาที่ได้รับจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อนำไปพิจารณาหาแนวทางแก้ไขในภาพรวม ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การฟื้นฟูระบบนิเวศ การกำจัดวัชพืช การแก้ไขปัญหาตะกอนดินและน้ำเสีย ตลอดจนประเด็นด้านที่ดินและการพัฒนาศักยภาพหนองหาร
เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้เกิดแนวทางบริหารจัดการหนองหารที่มีความชัดเจนและเป็นระบบ สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำได้อย่างยั่งยืน พร้อมสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนจังหวัดสกลนคร กลุ่มผู้ใช้น้ำ และชุมชนโดยรอบอย่างเป็นรูปธรรม


