รัฐบาลดันโครงการ "บ้านมั่นคงชายแดน" ดีเดย์ปี 70 นำร่อง 5 จังหวัด ปรับที่ดินความมั่นคงสร้างบ้าน-เยียวยาทหารบาดเจ็บครบวงจร
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งในพื้นที่ชายแดน โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม จัดทำแผนบูรณาการความมั่นคงแบบองค์รวม มีเป้าหมายระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 ซึ่งในปี 2570 จะดำเนินการนำร่องใน 5 จังหวัด 21 ชุมชน ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ความยากจน และสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่
ทั้งนี้ ในการดำเนินงานจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมายหลักในพื้นที่จังหวัดชายแดน โดยเตรียมพิจารณานำที่ดินในกำกับดูแลของฝ่ายความมั่นคง มาใช้ประโยชน์ ด้วยการจัดสรรและพัฒนาเป็นโครงการ “บ้านมั่นคงชายแดน” โดยให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. มาร่วมวางผังและให้หน่วยทหารร่วมลงแรงพัฒนา ก่อสร้าง ปรับปรุงบ้านเรือน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของชาวบ้าน และเปลี่ยนแนวกันชนให้เป็นชุมชนเข้มแข็งให้ครบทั้ง752 ชุมชน ใน 26 จังหวัดชายแดน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังบูรณาการฐานข้อมูลกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจช่วยเหลือครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารพรานยากจนรายครัวเรือน ทั้งการปรับปรุงบ้านพักอาศัย การสนับสนุนทุนประกอบอาชีพแก่คู่สมรส และการจัดสวัสดิการสุขภาวะ เพื่อคืนเกียรติยศและสร้างความมั่นคงให้กลุ่มคนเหล่านี้
ขณะเดียวกันจะมีการฟื้นฟูเยียวยาทหารที่ได้รับบาดเจ็บและกลุ่มเปราะบาง ด้วยการนำนวัตกรรมด้านการดูแลคนพิการและการออกแบบสภาพแวดล้อมตามหลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) มาปรับใช้กับบ้านพักของทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากภัยสงคราม พร้อมฟื้นฟูสภาพจิตใจ ฝึกอบรมทักษะอาชีพใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตลอดจนดูแลผู้สูงอายุติดเตียงและเด็กด้อยโอกาสในชุมชนชายแดน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงกลาโหม จะเร่งจัดตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อสรุปแผนงาน กรอบงบประมาณ แนวทางการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพื้นที่นำร่องให้ชัดเจน ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อความมั่นคง และเดินหน้าตามความร่วมมือของทั้ง 2 กระทรวงในทันที


