“โรม” ยัน ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกรัฐบาลตาม ม.151 ภายในสมัยประชุม 2569 แน่ อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล-หารือพรรคร่วมฝ่ายค้าน จับตาอุปสรรค และ “วิชามาร” เตะตัดขา หวังประธานสภา ทำหน้าที่เป็นกลาง
วันนี้ (18 ก.ย.) นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองหัวหน้าพรรค เปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในสมัยประชุม 2569 ก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปีที่ 2 ปี 2569 ในวันที่ 22 ธันวาคม ว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริง ซึ่งมีรายละเอียดและหลายเรื่อง โดยจะต้องรวบรวมข้อมูลให้ชัดเจน ก่อนสรุปว่าจะอภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ จากนั้นจึงหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อกำหนดแนวทางและรายชื่อรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย
ส่วนการหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า กรณีพรรคกล้าธรรมคงต้องพูดคุยถึงจุดยืน เนื่องจากในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วาระ 3 พรรคกล้าธรรมมีแนวทางพิเศษที่แตกต่างจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะมีการหารือกันอย่างแน่นอน เพราะเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน และไม่มีปัญหาในการทำหน้าที่ร่วมกัน ส่วนพรรคเล็กอื่นๆ จะพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงอาจตั้งคณะทำงานชุดเล็กเพื่อให้การเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจมีประสิทธิภาพสูงสุด
เมื่อถามถึงเอกภาพฝ่ายค้านและความกังวลเรื่อง “ข้อสอบรั่ว-ข้อสอบหลุด” นายรังสิมันต์ เชื่อว่า ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ทั้งหมด เนื่องจากแต่ละพรรคจะอภิปรายรัฐมนตรีคนใด ฝ่ายค้านไม่ได้ลงลึกตรวจสอบการเตรียมงานของแต่ละพรรค โดยแต่ละพรรคจะได้รับโควตาเวลาตามความเหมาะสมกับจำนวน สส. และการจัดสรรเวลา
อย่างไรก็ตาม หากจะมีบุคคลทำให้ข้อมูลรั่ว เช่น เรื่องญัตติ ก็ต้องติดตามในอนาคต พร้อมมองว่า เอกภาพของฝ่ายค้านอาจแตกต่างจากรัฐบาล เพราะฝ่ายค้านมีความหลากหลาย และจะเน้นประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ตรวจสอบ
ส่วนกรณีที่การอภิปรายอาจเผชิญอุปสรรค โดยเฉพาะประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบขององค์กรอิสระ เช่น การฮั้ว สว. หรือการทุจริตสอบท้องถิ่น รวมถึงบางเรื่องที่คาบเกี่ยวกับรัฐบาลก่อน นายรังสิมันต์ กล่าวว่า มั่นใจว่าจะเจออุปสรรคแน่นอน และฝ่ายค้านต้องเตรียมพร้อมให้ดี
นายรังสิมันต์ ระบุว่า เท่าที่ทราบ ขณะนี้มีการสั่งการให้ข้าราชการฝ่ายประจำเตรียมหาเหตุผลที่จะทำให้การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ โดยเห็นว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร น่าจะตอบได้ดีที่สุดว่ามีการวางแผนใดๆ หรือไม่
พร้อมยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกที่ฝ่ายค้านดำเนินการมาหลายครั้งแล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้อง “เตะตัดขา” หรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการ และหวังว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง
นายรังสิมันต์ กล่าวว่า หากฝ่ายค้านอภิปรายแล้ว ประธานสภาต้องออกมาปกป้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หรือแกนนำรัฐบาล ก็จะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นกลาง พร้อมยืนยันว่า ฝ่ายค้านมีประสบการณ์ในการตรวจสอบและทราบกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างดี แต่กังวลว่าจะเกิด “วิชาสารพัดวิชา” เพื่อสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของฝ่ายค้าน
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้รับสัญญาณถึง “วิชามาร” หรือความพยายามเตะตัดขาในการอภิปรายรัฐบาลหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ในฐานะ สส. เรื่องนี้ดูไม่ยาก และเท่าที่ทราบ กระบวนการเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว
สำหรับกลไกที่จะใช้ นายรังสิมันต์ ยืนยันว่า ฝ่ายค้านจะใช้การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 แน่นอน ส่วนการอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 จะต้องพิจารณาอีกครั้ง พร้อมย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลจะเกิดขึ้นภายในสมัยประชุมสภา 2569 นี้แน่นอน
ส่วนโอกาสที่จะใช้ทั้งมาตรา 151 และมาตรา 152 ในสมัยประชุมเดียวกัน นายรังสิมันต์ ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ทั้งหมด แต่ฝ่ายค้านไม่ต้องการคิดทุกเรื่องพร้อมกัน จะพิจารณาเป็นเรื่องๆ และรอฟังคำชี้แจงของคณะรัฐมนตรี
นายรังสิมันต์ ยังย้ำว่า ฝ่ายค้านจะไม่จบเฉพาะการอภิปราย แต่จะมีการ “โรยเกลือ” ดำเนินการต่อ พร้อมแสดงความมั่นใจในเนื้อหาการอภิปราย และหวังว่าสภาจะสนับสนุนบทบาทของฝ่ายค้าน
นายรังสิมันต์ ยอมรับด้วยว่า หากพิจารณาจำนวนเสียง ฝ่ายค้านไม่สามารถสู้เสียงข้างมากของรัฐบาลได้ แต่ขอให้ตระหนักว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านอภิปรายเป็นเรื่องประโยชน์ของบ้านเมือง หากปล่อยให้ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม ก็จะเกิดคำถามว่า บ้านเมืองจะไหวจริงหรือไม่
“ในสถานการณ์แบบนี้ จึงอยากสื่อสารว่า หากต้องการจะเป็นนักการเมือง เพื่อทำเพื่อบ้านเพื่อเมืองจริง ๆ ยังไม่ต้องกล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สถานการณ์วันนี้ จะไหวจริงๆ หรือ แค่มโนธรรมสำนึกแต่ละคน จะไหวจริงๆ หรือ” นายรังสิมันต์ กล่าว
ส่วนช่วงเวลาการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เบื้องต้นมีกรอบเวลาอยู่ในใจแล้ว แต่ต้องรอการสรุปและรับฟังความเห็นจากพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้ง เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสม


