วันนี้(17 ก.ย.)ประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ปกติเต็มไปด้วยตัวเลขและข้อกฎหมาย วันนี้มีช่วงเวลาหนึ่งที่เงียบลงผิดปกติ เมื่อ นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ขออนุญาตประธานสภา พูดผ่านการถ่ายทอดสดไปถึงคนที่กำลังนั่งดูอยู่ที่บ้าน
.
คนที่ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังถูกทำร้าย
"ดิฉันขออนุญาตพูดไปถึงน้องๆ เด็กๆ ผู้หญิง และผู้สูงวัยทุกท่าน ที่ในวันนี้ กำลังตกอยู่ในสภาพที่ถูกทำร้าย ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ จากบุคคลในครอบครัวของท่านเอง" นางสาวกุลวลีกล่าว
.
"เพราะคนที่ทำร้ายท่าน คือคนที่ท่านรัก"
นางสาวกุลวลีกล่าวว่า เธอเป็นห่วงความรุนแรงในบ้าน "ยิ่งกว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนอกบ้านเสียอีก" เพราะอาชญากรรมนอกบ้านมีประมวลกฎหมายอาญาคุ้มครองอยู่แล้ว มีพยาน มีคนพบเห็น มีคนช่วยเรียกตำรวจ
"แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในบ้านนั้น เป็นเรื่องที่คนภายนอกไม่รู้ ไม่เห็น เกิดขึ้นหลังประตูที่ปิดสนิท จะเอาไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้ เพราะคนที่ทำร้ายท่าน คือพ่อ คือแม่ คือสามี คือคนที่ท่านรัก และยังต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกันในคืนนี้"
.
เธอยังพูดถึงคำพูดที่ผู้ถูกกระทำมักได้ยินเมื่อรวบรวมความกล้าเล่าให้คนอื่นฟัง ไม่ว่าจะเป็น "ทำไมไม่อดทน" "เดี๋ยวเรื่องก็จบเอง" หรือ "อย่าให้ใครรู้ เดี๋ยวเสียชื่อวงศ์ตระกูล" จนในที่สุดหลายคนเลือกที่จะเงียบ แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านหลังเดิม
.
ก่อนจะย้ำด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ดิฉันอยากบอกท่านว่า สิ่งที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องเวรกรรม และไม่ใช่ความผิดของท่าน แต่เป็นการละเมิดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของท่าน วันนี้สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณากฎหมายเพื่อท่านอยู่ ขอให้ท่านอย่ายอมเงียบ" พร้อมย้ำหมายเลขสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300
.
ตัวเลขที่ไม่ลดลงเลยตลอดห้าปี
นางสาวกุลวลี ยกข้อมูลของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวว่า ปี 2567 มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงเฉลี่ยวันละ 42 ราย เฉพาะความรุนแรงในครอบครัว 4,833 ราย ขณะที่ศูนย์พึ่งได้ในโรงพยาบาลทั่วประเทศรับผู้ถูกกระทำกว่า 17,900 คน และในสายด่วน 1300 ผู้กระทำถึงร้อยละ 71 เป็นคนในครอบครัวเอง
"ตัวเลขที่ดิฉันกังวลที่สุด ไม่ใช่ตัวเลขที่สูง หากแต่คือตัวเลขที่ไม่ลดลงเลย" เธอกล่าว พร้อมชี้ว่าเมื่อปี 2563 ตัวเลขอยู่ที่ 16,676 ราย เฉลี่ย 46 รายต่อวัน ผ่านไปเกือบห้าปี ตัวเลขยังอยู่ระดับเดิม "และตัวเลขเหล่านี้ยังเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะอีกจำนวนมากไม่เคยถูกบันทึก ไม่เคยมีใครโทรแจ้ง และจบลงที่ความเงียบในบ้านหลังหนึ่ง"
.
"กฎหมายของเรามองไม่เห็นสัญญาณเตือน"
นางสาวกุลวลีชี้ช่องโหว่ของกฎหมายปี 2550 ว่ามุ่งรักษาครอบครัวไว้ก่อนมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ โทษปรับเพียงหกพันบาท อายุความสามเดือนสั้นเกินความจริง และมองไม่เห็นความรุนแรงที่ไม่ทิ้งรอยฟกช้ำ เช่น การควบคุมเงินทุกบาท การไม่ให้ออกไปทำงาน และการสะกดรอยผ่านโทรศัพท์
พร้อมยกข้อมูลจากรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย ที่พบว่าร้อยละ 97 ของคดีฆาตกรรมคู่ครอง ผู้เสียหายเคยถูกควบคุมบังคับมาก่อน "ตัวเลขนี้บอกเราว่า การฆาตกรรมในครอบครัว แทบไม่เคยเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน มันมีสัญญาณเสมอ เพียงแต่กฎหมายของเรามองไม่เห็นมัน"
.
ฝาก 4 ข้อถึงกรรมาธิการ
นางสาวกุลวลีเสนอให้คณะกรรมาธิการพิจารณา 4 ประเด็น คือ ขยายนิยาม "บุคคลในครอบครัว" ให้ครอบคลุมความเป็นจริงของสังคมไทย บัญญัติความรุนแรงทางเศรษฐกิจ ทางเพศ และการคุกคามด้วยเทคโนโลยีไว้ให้ชัด ทบทวนเรื่องการยอมความให้มาจากความสมัครใจที่แท้จริงไม่ใช่แรงกดดัน และกำหนดกรอบเวลาการช่วยเหลือที่วัดผลได้พร้อมงบประมาณและกำลังคนที่เพียงพอ
.
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่เป็นเรื่องของผู้หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ อีกจำนวนหนึ่ง ที่คืนนี้จะต้องนอนอยู่ในบ้านที่เขากลัว" เธอกล่าวปิดท้าย "การรับหลักการร่างกฎหมายฉบับนี้ คือการบอกกับพวกเขาว่า รัฐสภาไทยได้ยินเสียงของท่านแล้ว และบ้านของท่าน จะต้องเป็นที่ที่ปลอดภัย"
.
ทั้งนี้ การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ยังไม่แล้วเสร็จในวันนี้ โดยที่ประชุมจะพิจารณาต่อ และลงมติรับหลักการพร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญในการประชุมนัดถัดไป


