“ภราดร” แจงสภา ยันรัฐบาลตระหนักปัญหา กยศ. ชี้หัวใจอยู่ที่บริหารจัดการเก็บหนี้ เผยกลุ่มมีกำลังจ่าย ผิดนัด 2.6 ล้านคน ด้าน “รักชนก” จี้เห็นใจคนยากจน แขวะเปลี่ยนเกณฑ์กู้ กมธ.ตัดงบฯ ได้ถึง 1.1 หมื่นล้าน ไม่แปรญัตติให้ กยศ.แม้แต่บาทเดียว
วันที่ 17 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุม น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถึงปัญหากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) แต่เนื่องจากนายกรัฐมนตรีติดภารกิจจึงมอบหมายให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ตอบแทน
โดย น.ส.รักชนก กล่าวว่า จริงๆ หากจะมอบหมาย เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตนแอบผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายข้ามห้วยไปที่นายภราดร ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในปีงบประมาณ 2569 โดยปีการศึกษาของนักศึกษาและปีงบประมาณจะค่อนข้างเหลื่อมกัน ตนอยากฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ไม่ได้มา อยากให้เห็นใจเด็กตาดำๆ ที่ครอบครัวอาจจะไม่ได้มีฐานะที่ดี หลายคนมารวมกันอยู่ในกลุ่ม กยศ. แล้วจะมาปรับทุกข์กัน บางความเห็นอ่านแล้วสะเทือนใจ ตนไม่แน่ใจเหมือนกันว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือนายภราดรจะเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน แล้วจะเข้าใจความทุกข์ยากของคนที่ฐานะยากจนได้ดีแค่ไหน แต่ตนอ่านแล้วรู้สึก อาจเป็นเพราะเติบโตมาในความขัดสนที่ใกล้เคียงกัน ตนก็เคยกู้ กยศ.เช่นเดียวกันและเข้าใจความรู้สึก
“มีน้องมาพิมพ์ว่าหนูเรียนสายสุขภาพที่มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ไม่มีเงินเรียน หวังพึ่ง กยศ. อย่างเดียว ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เหนื่อยมากค่ะ พอรู้ผลว่า กยศ. กู้ไม่ผ่าน หมดกำลังใจแล้วค่ะ ครอบครัวก็ไม่ได้มีมาก ไม่มีเลยแหละค่ะ เดือนหนึ่งช่วยไม่ถึง 3,000 บาท ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่าย ค่าหอ ค่ากิน ค่าแรกเข้าหรือค่าเทอม หนูก็ยังไม่ได้จ่าย คุยกับทางบ้านไว้แล้ว ว่าอาจจะไม่เรียนต่อ สัปดาห์หน้าจะไปลาออกแล้ว พยายามทั้งหมดแล้วรู้สึกว่ามันสูญเปล่ามาก” น.ส.รักชนก อ่านความเห็นของนักศึกษา
น.ส.รักชนก ถามคำถามแรกว่า ปัญหาคือ กยศ. ไม่ได้ให้ความมั่นใจกับเด็ก ซึ่งหลายคนเรียนเข้าไปในเทอมหนึ่งแล้ว แต่ต้องเรียนด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้ว่า กยศ. จะโอนเงินค่าเทอมให้เขาหรือไม่ และหลายมหาวิทยาลัยที่เป็นเอกชนเอาสิ่งนี้มาขู่กับเด็ก ว่าจะไม่ให้เด็กเด็กเข้าสอบในเทอมแรก
“หลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่าความยากจนส่งผลกับเราอย่างไร มันกระทบทั้งสุขภาพใจและสุขภาพจิต เข้าเรียนด้วยความกังวลพอเรียนจะจบเทอม มหาวิทยาลัยมาบอกว่าอาจไม่ได้เข้าสอบ จริงๆแล้วภาครัฐต้องอำนวยความสะดวก ทำให้พวกเขาได้เข้าไปสู่สถานศึกษา เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต แต่กลับกลายเป็นว่าเขาต้องมาสาละวนกังวลกับเรื่องแบบนี้“ น.ส.รักชนก กล่าว
ทำให้นายภราดร กล่าวตอบว่า ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ น.ส.รักชนก ที่ได้แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยในระบบของกยศ. และแสดงความเป็นห่วงเป็นใยของต่อน้องๆ แล้วมาสะท้อนให้กับพวกเราที่เป็นสมาชิกและเป็นรัฐมนตรีได้รับรู้และได้รับทราบถึงปัญหา แต่ส่วนตัวตน ตนมีโอกาสลงไปในพื้นที่ในหลายครั้งทั้งที่บ้านของตนและในหลายพื้นที่เวลาไปตรวจราชการ ก็ได้ยินการร้องเรียนของน้องๆ จริงๆ แล้วเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา สส.ในพรรคตนก็มายื่นเรื่องร้องเรียน
นายภราดร กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ปัญหานี้ตนเชื่อว่ารัฐบาลรู้ดีและตระหนักดีถึงความสำคัญของการเข้าสู่กระบวนการศึกษา อย่างไรก็ตาม เราต้องวาดภาพให้ตรงกันก่อน เราต้องเห็นภาพกยศ. ให้ตรงกันก่อนว่ากยศ. มีหน้าที่สนับสนุนให้คนที่อยากจะเรียนแล้วไม่สามารถส่งเสียตัวเองได้ให้มีโอกาสให้มีช่องทางการเข้าถึงการศึกษา พูดง่ายๆ คือคนที่ฐานะทางบ้านไม่มีกำลังเพียงพอในการที่จะส่งตัวเองเรียน เขาสามารถมีช่องทางเข้าสู่กระบวนการศึกษาได้ นี่คือวัตถุประสงค์ใหญ่ของการตั้งขึ้นของกยศ. แต่ที่ผ่านมาเราก็จะเห็นว่ามีหลายคนที่มีฐานะพอสมควรและสามารถส่งเสียตัวเองเรียนได้ แต่เข้ามาแยกช่องทาง ของคนที่ด้อยโอกาสมากกว่า นี่เป็นปัญหาหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามตนคิดว่ายังเป็นหน้าที่ของรัฐอยู่ดีที่จะต้องส่งเสริมให้กับคนที่อยากจะเรียนต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ตามปรารถนาของเขา
นายภราดร กล่าวอีกว่า โดยกยศ. มีเกณฑ์สำหรับคนที่จะเข้าสู่ระบบกยศ. คือ 1.เอาเกณฑ์รายได้เป็นหลัก มีเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของครอบครัวต้องไม่เกิน 3.6 แสนบาท ครอบครัวต้องมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนที่เคยได้เงินจากกองทุนเสมอภาค ก็จะได้รับการพิจารณาซึ่งเป็นเกณฑ์ของกยศ. โดยในปี 2569 กยศ. เพิ่มเกณฑ์อีกหนึ่งอย่างคือ สาขาอาชีพที่รัฐส่งเสริมให้เรียน เราพยายามที่จะแมตช์ชิ่งระหว่างความต้องการของตลาดกับการผลิตนักศึกษาเพื่อที่จะป้อนเข้าสู่ตลาด ที่ผ่านมาเราไม่มีการมุ่งเป้าแบบนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อเรียนออกมาแล้วเราจะเห็นตัวเลขคนตกงานเยอะมาก
นายภราดร กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น กยศ. จึงตั้งเกณฑ์เพิ่มคือจะให้โอกาสสำหรับคนที่อยู่ในสาขาที่ทางรัฐส่งเสริมก่อน ไม่ใช่เพื่อประหยัดเงิน แต่ตนเชื่อว่าเพื่อเป้าหมายปลายทางที่หากเรียนแล้วเขาก็อยากที่จะมีงานทำในท้ายที่สุด มันจะล้มเหลวมากหากเข้าสู่ระบบการเรียน การศึกษาแล้ว ปลายทางไม่สามารถที่จะสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้
นายภราดร กล่าวต่อว่า กยศ.ควรที่จะเป็นเครื่องมืออีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยผลักดันน้องๆ ให้เข้าไปอยู่ในสาขาวิชาที่ตลาดต้องการ ซึ่งตอนที่ตอนฟังเกณฑ์ตอนแรกตนเข้าใจว่าจะต้องมีน้องๆ ส่วนหนึ่งที่ถูกคัดออกไป เพราะไม่ได้อยู่ในสาขาที่ส่งเสริม โดยจำนวนเปอร์เซ็นต์ของการเข้าถึงกองทุนจะเห็นว่าที่ฐานพีระมิดเป็นคนส่วนใหญ่ของผู้ที่ได้รับเงินกู้จากกยศ. มีความหมายสองอย่างคือ 1.น้องๆ ที่อยู่ในสาขาที่รัฐไม่ได้ส่งเสริมก็ยังได้รับเงินในส่วนอยู่ และ 2.น้องๆ ที่เรียนในสาขาส่งเสริมยังมีจำนวนน้อยมากอยู่ ซึ่งจะเกิดปัญหาในอนาคตว่าหากยังเป็นอยู่เช่นนี้ และเรายังไม่สามารถส่งเสริมให้ได้แบบนี้ ในอนาคตโอกาสที่จะเกิดภาวะว่างงานก็จะมีมาก เพราะเรียนไม่ตรงกับสาขา สิ่งที่ตนคิดเหมือนกับสิ่งที่น.ส.รักชนกคิดว่าหากไปตั้งเกณฑ์เพิ่มเขาอาจจะกู้ได้น้อยลง
”ซึ่งความรู้สึกของผมไม่ถูก เพราะกราฟตัวเลขโชว์ให้เห็น ส่วนเรื่องน้องๆ ที่เข้าไปเรียนในเทอมแรกแล้วถูกมหาวิทยาลัยบอกว่าหากกยศ.ยังไม่อนุมัติเงิน จะไม่ให้เข้าสอบในเทอมแรกนั้น ผมรับปากตรงนี้ และไม่ทราบว่านายยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมจะเข้ามาหรือไม่ แต่หากไม่มาผมก็จะโทรหาท่านว่าในกรณีเช่นนี้ ให้คุยกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อให้ความมั่นใจกับน้องๆ ที่เข้าไปในระบบแล้ว เกรงว่าจะถูกคัดออกด้วยเกณฑ์ของกยศ. เดี๋ยวจะลองคุยกับนายยศชนันดู“ นายภราดร กล่าว
จากนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า โมเดลที่รัฐมนตรีนำมาแสดง ตนก็ได้รับมาเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริง มีน้องนักศึกษาหลายคนที่เรียนมาปี 3-4 แล้ว ตอนปี 1 ท่านไปการันตีว่าสามารถกู้ยาวได้ อยู่ดีๆ จะไปเปลี่ยนเกณฑ์ใหม่ อาจจะใจร้ายกับน้องนักศึกษาไปนิดหนึ่ง จึงอยากให้ท่านพิจารณาสำหรับเด็กที่เขาเรียนไปแล้วและอยู่ในเทอมปลาย หากจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์อะไร ควรจะให้ใช้เฉพาะคนที่เริ่มต้นหรือไม่ คำถามคือว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกปี แล้วจริงๆรัฐบาลสามารถป้องกันเหตุแบบนี้ได้ หากเราดูงบประมาณปี 2569 รายรับรายจ่ายสุทธิ ติดลบประมาณ 13,000 ล้านบาท ปี 2570 ติดลบ 7,000 ล้านบาท ตอนนี้ยังไม่จบปีงบประมาณ แล้ว กยศ. ไม่ได้โอนเงินให้กับเด็กมันเกิดจากอะไร
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตัว กยศ. หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงไม่เคยออกมาชี้แจงหรือสื่อสารกับน้องนักศึกษาที่เป็นผู้กู้ มีแต่ สส.ที่รับเรื่องแล้วเอาเข้ากรรมาธิการบ้าง ไปยื่น กยศ. บ้าง แต่ไม่เคยมีเสียงจากฝ่ายการเมืองเลยที่จะออกมารับประกันเรื่องนี้ ขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่ติดต่อไปที่นายยศชนัน แต่จะบอกว่าท่านจะต้องโทรทุกปี หากยังไม่ทำให้ กยศ. สามารถการันตีกับผู้กู้ได้
“ปีนี้ ในกรรมาธิการงบประมาณตัดงบมาได้ 11,000 ล้านบาท ทำไมถึงใจดำใจร้าย ไม่แปรให้ กยศ.แม้แต่บาทเดียว เขาขาดอยู่ 7,000 ล้านบาท อาจจะไม่ต้องให้เต็มก็ได้ แต่ปัญหาแบบนี้มันเกิดทุกปีอยู่แล้ว เราได้เสนอในกรรมาธิการงบประมาณแล้ว ว่าถ้ากยศ. ขาดเงิน ก็ควรที่จะตัดบางส่วนให้กับ กยศ. ท่านบอกว่าเดี๋ยวจะไปใช้งบกลาง หรือให้ กยศ. บริหารจัดการเอง ดิฉันก็พยายามฟังเหตุผลว่าสอดรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ ท่านบอกว่าไม่ให้ กยศ. แม้แต่บาทเดียว แต่สิ่งที่ท่านให้คือกองทุนหมู่บ้านไปติดโซลาเซลล์ ซึ่งเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีทั้งในเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ทำไมเรื่องที่มันซ้ำซ้อนแบบนี้ ท่านถึงยังแปรให้ได้ แต่ กยศ. ถ้าไม่ให้แม้แต่บาทเดียว” น.ส.รักชนก กล่าว
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ท่านบอกว่า กยศ.ต้องใช้ความสามารถตัวเองในการบริหารจัดการ ท่านเป็นฝ่ายการเมืองพูดได้อย่างไร ใครเป็นคนบริหาร กยศ. ก็ต้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือไม่ ถ้า กยศ.บริหารแล้วบกพร่อง ท่านจะไปโทษข้าราชการได้อย่างไร ท่านต้องโทษฝ่ายการเมืองโทษ คนออกนโยบาย ในเมื่อเห็นอยู่แล้วว่าหายนะจะเกิดขึ้นอีกปีหน้า ทำไมท่านถึงไม่ป้องกัน
ด้านนายภราดร กล่าวว่า ในปี 2569 กยศ. ตั้งงบประมาณไว้ 5 พันล้านบาท แต่ในปี 2570 ที่เพิ่งจะผ่านงบไปไม่กี่วันได้มีการตั้งไว้ถึง 9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบจะสองเท่าเพราะเห็นว่าเมื่อปีที่แล้วมันขาดไปมากพอสมควร แต่จะไปเติมให้ตามที่กยศ.เขาขอมา ตนคิดว่าคงจะเป็นตัวเลขที่สูงเกินไปหน่อย กองทุนกยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียน ไม่ใช่กองทุนที่เอาเงินจากรัฐบาลยัดลงไป ยัดลงไปตามที่ต้องการทุกปี แต่เป็นกองทุนหมุนเวียนที่จะต้องไปเก็บเงินจากผู้กู้ที่เรียนจบแล้วก่อน จะต้องเอาเงินมาคืนให้กับกองทุนเพื่อให้รุ่นน้องเขามีโอกาสใช้เงินต่อไป เพราะหากรัฐบาลเติมตรงไปเรื่อยๆ เท่าไหร่ก็ไม่พอ ฉะนั้น หัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการกองทุนมากกว่า
นายภราดร กล่าวต่อว่า โดยในแต่ละปีเราสามารถเรียกเก็บเงินคืนเข้าสู่กองทุนได้ปีละ 2.7-2.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขมากพอสมควร แต่ควรที่จะเก็บได้มากกว่านี้ ส่วนตัวเลขที่อยู่ในระบบที่จะต้องชำระเงินคืนทั้งหมด 3.6 ล้านคน แต่ชำระจริงมีเพียงแค่ 1 ล้านคนเท่านั้น อีก 2.6 ล้านคนผิดนัดชำระทั้งหมด ฉะนั้น หากเราไปบริหารจัดการในตัว 2.6 ล้านคน ให้ได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้นเราจะสามารถเก็บเงินเข้ามาได้อีกจาก 2.7-2.8 หมื่นล้านบาท เป็น 4-5 หมื่นล้านบาท
นายภราดร กล่าวอีกว่า หากเราสามารถบริหารจัดการเช่นนี้ได้ รัฐแทบจะไม่ต้องสมทบเข้าไปในกองทุนในแต่ละปีเลย ฉะนั้น หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่รัฐอุดหนุนเข้าไปในกองทุนปีละเท่าไหร่ แต่หัวใจอยู่ที่ว่ากองทุนไปบริหารจัดการคนที่ผิดนัดได้มากเท่าไหร่ ซึ่งสำหรับคนที่ผิดนัดแน่นอนว่าอาจจะมีบางส่วนที่เขามีปัญหาจริงๆ คือไม่ได้อยู่ในระบบของการทำงานหรือยังไม่ได้มีงานทำ ยังเป็นคนที่ตกงานอยู่ซึ่งตรงนี้เราเห็นใจ แต่ก็มีบางส่วนเหมือนกันหลังจากที่เราไปลดภาระดอกเบี้ยลงแล้วไปลดผู้ค้ำประกันลง สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากจะทำให้ดอกเบี้ยลดน้อยถอยไปแล้ว สำหรับผู้เป็นหนี้ หนี้ก้อนแรกที่เขาใช้คือก้อนที่ดอกเบี้ยแพงเขาก็ไปใช้ก้อนนั้นก่อน หนี้ที่ดอกเบี้ยถูกเขาก็ใช้ทีหลัง
นายภราดร กล่าวอีกว่า นี่คือปัญหา เมื่อท่านมีรายได้ ท่านต้องคืนเงินให้กับกองทุน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ตนคิดว่ากยศ. ต้องไปคิดให้ดี ต้องไปหาแนวทางให้ดีว่าจะไปบริหารจัดการกองทุนและจะไปหาเงินคืนมาจากผู้ที่ผิดนัดทั้ง 2.6 ล้านคนที่มีกำลังในการที่จะจ่ายได้แบบไหน อย่างไร ส่วนเรื่องที่มีการเพิ่มเกณฑ์ในปีนี้ แล้วจะทำให้เด็กที่เข้าไปอยู่ในระบบ แล้วคนที่เรียนปี 2 ปี 3 และปี 4 เมื่อมากำหนดเกณฑ์ปีนี้จะทำให้เด็กเหล่านี้หลุดออกไปจากระบบหรือไม่ ซึ่งตนกังวลเช่นกัน และได้ถามเจ้าหน้าที่ว่าจะหลุดหรือไม่เขาบอกว่าตั้งเฉพาะคนที่เข้ามาใหม่เท่านั้น ซึ่งเราเห็นตรงกัน
นายภราดร กล่าวต่อว่า สัปดาห์ที่แล้วตนนั่งคุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ท่านก็บอกว่าหากเกณฑ์นี้เป็นจริงเราก็ต้องไปปลดเกณฑ์ แต่โชคดีที่กยศ. ไม่ได้เอาเกณฑ์นี้ไปคิดสำหรับคนที่อยู่ในระบบปี 2-4 คิดแค่คนที่เข้าระบบปี 1 เท่านั้น
ทำให้ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ต่อให้กองทุนที่เป็น SMEs เรายังต้องตีหนี้เสียเลย แล้วกองทุนนี้ซึ่งเป็นกองทุนที่เด็ก 100% ท่านทราบอยู่แล้วว่ากว่าจะเข้ามาในกองทุนนี้ได้ มันต้องการันตีความยากจน การันตีแล้วการันตีอีก ดังนั้น การที่ท่านจะไปตั้งความหวังว่าคนจำนวนมากอาจจะต้องส่งคืน เราจะต้องดูและประเมินให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจด้วย
น.ส.รักชนก เปิดภาพนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พร้อมกล่าวว่า ตอนช่วงหาเสียงมีคำถามว่าจะให้งบประมาณด้านไหนในสัดส่วนเท่าไหร่ นายไชยชนกให้การศึกษาน้อยที่สุด 1 ดาว ขณะที่ กองทัพ 3 ดาว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันยาว ถ้าเชิญมาในกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ท่านจะยินดีมาสัก 1 นัด เพื่อคุยกัน ในฐานะฝ่ายนโยบายหรือไม่ หรือจะทำตัวเหมือนเพื่อนของท่าน
นายภราดร กล่าวว่า ท่านถามอยู่กับตน ไม่ต้องไปพาดพิงถึงคนอื่น เรื่องนายไชยชนกเมื่อสักครู่ที่มีกระดานขึ้นมา 3-4 อัน ตนเห็นเวลามี 1.30 นาที ซึ่งยังไม่หมดเวลาเค้าอาจจะโยกไปโยกมา แต่อย่างไรก็ดีเรื่องการศึกษาที่น.ส.รักชนกบอกว่ารัฐบาลนี้ไม่ให้ความสำคัญ ตนว่าไม่จริง ในส่วนของการตั้งงบประมาณในปี 2569 และปี 2570 กยศ.ได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า และอย่างที่บอกว่าเราไม่สามารถที่จะเอางบประมาณลงไปได้ตามที่กยศ.ขอมา เพราะเป็นกองทุนหมุนเวียน และทุกกองทุนมีหนี้เสีย มี NPL อยู่แล้ว ตนจึงบอกว่าคนที่ผิดนัดชำระ 2.6 ล้านคนนั้น ไม่ต้องตามให้ครบ เอาแค่ครึ่งเดียวก็พอ เพราะวันนี้ในระบบที่ค้างชำระหนี้มี 3.6 ล้านบาท มีคนที่ชำระเพียงแค่ 1 ล้านคนเท่านั้น
“ผมเชื่อว่าคุณรักชนกคงจะไม่สนับสนุนให้คน 2 ล้าน 6 แสนคน มาเอาเปรียบคน 1 ล้านหรอก และคำตอบเมื่อสักครู่ผมก็ได้บอกไปแล้วว่าจริงๆผมก็ไม่ได้ไปให้กยศ. หรือมีแนวทางให้กยศ.ขูดเลือดกับปู คนที่ยังไม่มีกำลังจริงๆ และไม่ได้อยู่ในระบบแรงงาน ยังไม่ได้มีรายงานทำจริงๆ เราเข้าใจและไม่ควรที่จะไปขูดเลือดกับปูเขา แต่คำถามของผมคือคนที่มีกำลังแล้ว แต่ไม่ใช้ เราจะส่งเสริมน้องๆ แบบนี้หรือ เราจะให้คน แบบนี้มาเอาเปรียบคนที่มีวินัย 1 ล้านคนหรือ นี่ต่างหากคือหัวใจ ไปหาวิธีการที่จะไปเก็บหนี้จากคนที่มีกำลังสามารถที่จะจ่ายได้เพื่อเอาไปต่อยอด ต่อลมหายใจให้กับน้องๆ ที่อยู่ในระบบการศึกษา ผมคิดว่านี่คือแนวทางที่ถูก“ นายภราดร กล่าว


