xs
xsm
sm
md
lg

“แม้ว” ฟ้องศาลภาษีฯ อ้างสรรพากรตามยึดทรัพย์ซ้ำซ้อนภาษีอีก 1.5 หมื่น ล. แนะให้ไปเอาจาก ก.คลัง แทน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ทักษิณ” ส่งทนายยื่นฟ้องศาลภาษีฯ หลังสรรพากรตามยึดทรัพย์ซ้ำซ้อนภาษีอีก 1.5 หมื่นล้าน แนะให้ไปเอาจากกระทรวงการคลัง ไม่ใช่มายึดเพิ่มเกินคำพิพากษา ยุติการใช้อำนาจที่ส่อว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันนี้ (16 ก.ย.) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกรมสรรพากรดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์ของ นายทักษิณ ชินวัตร เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ในปี 2549 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรที่ 68902568 วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่วินิจฉัยสรุปว่า การประเมินภาษีโดยกรมสรรพากรชอบแล้วนั้น
.
เรื่องนี้ นายทักษิณ มิได้มีเจตนาโต้แย้งหรือไม่เคารพคำพิพากษาอันถึงที่สุดดังกล่าวแต่อย่างใด แม้การที่คดีดังกล่าวศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรจากการที่ นายทักษิณ ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปฯ 329,200,000 หุ้น ให้แก่กลุ่มเทมาเส็กไปในปี 2549 คิดเป็นเงิน 15,883,900,000 บาท ถือเป็นฐานเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมาคำนวณเพื่อชำระภาษีประจำปี 2549
.
ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการประเมินที่ชอบด้วยกฎหมาย และ นายทักษิณ ต้องชำระภาษีสำหรับเงินได้ดังกล่าวก็ตาม แต่ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่า เงินได้จำนวน 15,883,900,000 บาท ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินได้ที่ นายทักษิณ ได้รับจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ทั้งหมด 1,419,490,150 หุ้น ซึ่ง นายทักษิณ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้ตกเป็นของแผ่นดินทั้งสิ้นแล้ว รวมเป็นเงิน 46,373,687,454.70 บาท จึงไม่มีเงินได้ หรือประโยชน์อื่นใดที่นายทักษิณ ได้รับจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ป คงเหลือให้ต้องชำระภาษีสำหรับปี 2549 อีกต่อไป
.
การยึดและอายัดทรัพย์ของนายทักษิณในเวลาต่อมา จึงเป็นการยึดและอายัดซ้ำซ้อนกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553
.
โดยมีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยละเอียดตามคำฟ้อง เมื่อเงินได้ทั้งหมดจากการขายหุ้นถูกยึดไปแล้ว การที่กรมสรรพากรยังติดตามยึดทรัพย์ของนายทักษิณอีก ย่อมเป็นการยึดอายัดโดยมิชอบและเกินกว่าที่นายทักษิณต้องรับผิดตามกฎหมาย ถือว่านายทักษิณถูกโต้แย้งสิทธิแล้ว
.
นี่จึงเป็นมูลเหตุให้ต้องยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2549
.
ซึ่งศาลมีคำสั่งรับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว นอกจากนั้น นายทักษิณ มีความจำเป็นต้องขอให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้กรมสรรพากรกระทำซ้ำ หรือกระทำต่อไปซึ่งการยึดและอายัดทรัพย์โดยมิชอบดังกล่าว
.
จนกว่าศาลภาษีอากรกลางจะมีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17
.
จะเห็นว่า ก่อนหน้านี้ กรมสรรพากรให้ข่าวพยายามสืบหาทรัพย์สินและจะฟ้องล้มละลายนั้น
.
“ผมขอแนะนำให้กรมสรรพากรควรไปขอรับเงินภาษีที่อ้างนายทักษิณค้างชำระ ให้ไปเอาจากกระทรวงการคลัง ไม่ใช่มายึดหรืออายัดทรัพย์ของนายทักษิณเพิ่มจนเกินกว่าความรับผิดตามคำพิพากษา ผมขอให้ทำแค่นี้ก่อน เพราะจริงๆ แล้ว ยังมีข้อเท็จจริงที่ตนเห็นว่า กรมสรรพากรทำไม่ถูกต้องแต่ก็มีคณะบุคคลมาสั่งให้กรมสรรพากรทำอีกอย่าง ผมยังรอไว้ก่อนได้”
.
นายทักษิณ เอง มิได้นิ่งนอนใจ หรือเพิกเฉยไม่ชำระภาษี แต่เพราะเงินได้ทั้งปวงที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมด 1,419,490,150 หุ้น ตกเป็นของแผ่นดินยึดเงินไปหมดแล้ว ดังนั้น การยื่นฟ้องศาลภาษีอากรกลางคดีนี้ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าภาระภาษีประจำปี 2549 สิ้นสุดแล้ว กรมสรรพากรก็ควรจะยุติการใช้อำนาจที่ส่อว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลภาษีอากรกลาง นัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของนายทักษิณในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 และนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยานในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569