xs
xsm
sm
md
lg

“มาร์ค” ท้าถาม ปชช.เลือก สส.- สว.สุจริตหรือไม่ คาใจตัดตอนข้อร้องเรียน ชี้ กลไกตาม รธน.ถูกทำลายส่อล้มการปกครอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อภิสิทธิ์” ชำแหละรายงาน กกต. ท้าถาม ปชช.เชื่อหรือไม่ เลือกตั้ง สส.- สว.สุจริตเที่ยงธรรม กังขาข้อร้องเรียนถูก “ตัดตอน” มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับข้อมูลเส้นเงิน-สำนวน DSI จี้ปมพยานกลับคำ แต่ยังถูกกันเป็นพยาน เตือนตั้งหลักให้ดี เพราะยังมีเรื่องโต้แย้งอีกเยอะ ชี้ หากกลไกตาม รธน.ถูกทำลาย อาจนำไปสู่ข้อถกเถียงปม “ล้มการปกครอง”

วันนี้ (16 ก.ย.) เวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภา คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และ 2568

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การพิจารณารายงานไม่ควรมองเพียงตัวชี้วัดจนลืม “ภาพใหญ่” เพราะ กกต.ถูกออกแบบมาตั้งแต่ปี 2540 ให้เป็นองค์กรอิสระ ใช้อำนาจทั้งการออกระเบียบ การบริหารจัดการเลือกตั้ง และอำนาจกึ่งตุลาการในการพิจารณาการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยหัวใจสำคัญคือต้องมีความเป็นอิสระและเที่ยงธรรม เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยไม่ให้เจตนารมณ์ของประชาชนถูกบิดเบือน

นายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามว่า แทนที่จะดูตัวชี้วัดในรายงาน ขอให้ลองถามประชาชนว่า วันนี้ยังมีใครเชื่อหรือไม่ว่าการเลือก สว.ปี 2567 และการเลือกตั้ง สส.ที่ผ่านมา เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พร้อมระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ต้องการเข้าสู่การเมืองจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะไม่สามารถทำสิ่งผิดกฎหมายแข่งกับผู้อื่น ขณะที่นักการเมืองเองพูดถึงปัญหาการเลือกตั้งที่กลายเป็น “การประมูล” และแข่งขันกันทำผิดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการเลือก สว.ปี 2567 ว่า แม้ศาลฎีกาเคยวางหลักว่าการแลกคะแนนเสียงเป็นความผิดและเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น แต่ กกต.กลับไม่ได้ออกแบบมาตรการป้องกันอย่างเพียงพอ ทั้งหลักเกณฑ์คุณสมบัติผู้สมัครแต่ละกลุ่มที่ไม่รัดกุม จนนำไปสู่ข้อสงสัยเรื่องสมัครผิดกลุ่ม รวมถึงการไม่เปลี่ยนหมายเลขผู้สมัครในการเลือกระดับประเทศช่วงบ่าย แม้มีผู้สมัครตกรอบไปแล้ว ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเอื้อต่อการลงคะแนนตาม “โพย” หรือไม่

นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกต 3 ประเด็นสำคัญ โดยประเด็นแรก อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของ กกต.เสียงข้างน้อยว่า ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำผิดในระดับอำเภอและจังหวัดถูก “ตัดตอน” เกือบทั้งหมด จึงเรียกร้องให้ กกต.ตอบว่าได้ตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ระดับพื้นที่อย่างไร

ประเด็นที่สอง คือ การตรวจสอบ “เส้นเงิน” ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ไปถึงบุคคลรอบตัวผู้มีอำนาจ แต่เมื่อจะตรวจสอบต่อไปถึงบุคคลระดับสูงขึ้น กกต.กลับมีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับข้อมูลเข้ามาพิจารณา รวมถึงไม่รับสำนวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) พร้อมตั้งคำถามว่า ในระบบไต่สวน เหตุใดข้อมูลที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคดีจึงไม่ได้รับการพิจารณา

ประเด็นที่สาม คือ การตรวจสอบบุคคลที่มีอำนาจ ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ มองว่า ถูกตีวงให้แคบลง พร้อมย้ำว่า แม้กฎหมายกำหนดให้พิจารณาความรับผิดเป็นรายบุคคล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถพิจารณาความเชื่อมโยงในลักษณะ “ขบวนการ” ได้ โดยยกพฤติการณ์การเลือก สว.ในปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และนครนายก ที่มีลักษณะคล้ายกันมาประกอบข้อสังเกต

ส่วนกรณี “พยานกลับคำให้การ” นายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามว่า พยานรายดังกล่าวเดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหา ก่อนถูกกันไว้เป็นพยานเพราะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่ภายหลังกลับคำให้การว่าเรื่องเดิมเป็นเท็จ เหตุใดจึงยังถูกกันไว้เป็นพยาน และไม่กลับมาเป็นผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ ยังยกมาตรา 78 ซึ่งกำหนดความผิดกรณีให้ข้อมูลอันเป็นเท็จจนทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าผู้สมัครกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใดเลขาธิการ กกต.และ กกต.จึงวินิจฉัยว่าพยานรายดังกล่าวไม่ผิด และยังคงสถานะพยานไว้ เพราะหากเห็นว่าคำให้การครั้งแรกเป็นเท็จ ก็ควรมีคำตอบเรื่องความรับผิด แต่หากยังกันไว้เป็นพยาน ก็ต้องตอบให้ได้ว่าเชื่อคำให้การครั้งใด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความล่าช้าของคดีประมาณ 2 ปี ทำให้ปัญหาซับซ้อนขึ้น ทั้งประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน การร้องต่อศาลฎีกาเกี่ยวกับคุณสมบัติและการสมัครผิดกลุ่ม ตลอดจนการดำเนินการของ DSI ซึ่งอาจทำให้เกิดการตรวจสอบและโต้แย้งกระบวนการพิจารณาของ กกต.ต่อไป

“ยังไม่นับมาตรา 157 สำหรับเสียงข้างมาก ขอให้ตั้งหลักกันให้ดี ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญเหมือนถูกล้มล้าง เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว