วันนี้ชื่อของ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กำลังถูกจับตามองอย่างมาก
หลังจากเมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา กกต. มีมติในคดีฮั้วเลือก สว. โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย โดย กกต.เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เห็นควรยกคำร้องในส่วนนี้
แต่มีอยู่ 2 เสียงที่เห็นต่าง หนึ่งในนั้นคือ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” ... อีกคนคือ “ชาย ณ นคร”
สองคนนี้เห็นว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่ในสำนวน มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ กับนักการเมืองกลุ่มนี้
และวันนี้ “สิทธิโชติ” ได้ออกมาอธิบายเหตุผลของตัวเอง อย่างละเอียด ว่าเขาเห็นต่างตรงไหน และหลักฐานอะไร ที่ทำให้เขาเชื่อว่าคดีนี้ควรไปต่อ
ก่อนจะไปดูเหตุผลเหล่านั้น เรามาทำความรู้จักกับคนที่ออกมาเป็นเสียงข้างน้อยคนนี้กันก่อน
เพราะประวัติของ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” นี่ก็ไม่ธรรมดา!
เขาเป็นนักกฎหมายโดยพื้นฐาน จบนิติศาสตรบัณฑิต จาก รามคำแหง ผ่านการเป็นเนติบัณฑิตไทย และยังจบรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตจาก NIDA
ผ่านหลักสูตรระดับสูง ทั้ง วปอ. รุ่น 49 หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง หรือ บ.ย.ส. รุ่น 9 รวมถึงหลักสูตรการพัฒนาการเมือง และการเลือกตั้งระดับสูงของ กกต.
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าวุฒิการศึกษา คือเส้นทางการทำงาน ของ “สิทธิโชติ” ที่อยู่ในแวดวงตุลาการมาโดยตลอด
เขาเคยเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดเชียงใหม่ เลขานุการศาลอาญา เลขานุการศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดระนอง อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก่อนขึ้นไปเป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา
เคยดำรงตำแหน่ง อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา รวมทั้ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
ที่สำคัญที่สุดสำหรับเรื่องที่เรากำลังพูดถึงวันนี้ ก็คือ… “สิทธิโชติ” เคยเป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา
ดังนั้น เมื่อเขาออกมาอธิบายว่า ทำไมจึงเห็นว่า พยานหลักฐานใน “คดีฮั้ว สว.” มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ จึงน่าสนใจว่า…เขากำลังอ่านคดีนี้ ด้วยหลักคิดอย่างไร?!
ทีนี้มาดูเหตุผลของ “สิทธิโชติ” ในการพิจารณาสำนวนคดีนี้
จุดแรก ...เหตุการณ์มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่เดียว
“สิทธิโชติ” มองว่า พฤติการณ์ที่พบ ไม่ได้เป็นเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่กระจายอยู่ในหลายจังหวัด ทั้ง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และ สุโขทัย
มีการรวมกลุ่มตามโรงแรม และพบ “โพย” ถึง 12 ชุด
ที่สำคัญ เมื่อเอาหมายเลขผู้สมัครที่อยู่ในโพย ไปเทียบกับผลการเลือก กลับพบว่า หมายเลขที่อยู่ในอันดับต้นๆ มีความสอดคล้องกัน
สำหรับมือกฎหมายอย่าง “สิทธิโชติ” เขามองว่า นี่เป็นพฤติการณ์ที่ควรตรวจสอบ ในฐานะการทุจริตการเลือก สว. และอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
จุดที่สอง… “โพย” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันทั้งหมด
“สิทธิโชติ” พยายามแยกให้ชัดว่า ถ้าคนหนึ่งจดหมายเลขเอาไว้เพื่อช่วยจำ นั่นอย่างหนึ่ง
แต่ถ้ามีบุคคลอื่นจัดทำตัวเลข กำหนดว่าจะเลือกใคร แล้วนำโพยนั้นไปใช้ในการลงคะแนน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เพราะคำถามสำคัญคือ... ผู้มีสิทธิเลือก ยังใช้ดุลพินิจของตัวเองอย่างอิสระอยู่หรือไม่?!
ถ้าเป็นเพียงกระดาษช่วยจำ ก็อาจไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็น “คำสั่งเลือก” หรือ การกำหนดตัวเลือกให้ แล้วนำไปใช้จริง นั่นอาจมีนัยทางกฎหมายแตกต่างออกไป ... เรื่อง “โพย” จึงต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน
จุดที่สาม…หลักฐานไม่ได้มีแค่คำให้การของพยาน
นี่น่าจะเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของความเห็นเสียงข้างน้อย เพราะคดีนี้มีประเด็นเรื่อง พยานรหัส 16/26 ซึ่งก็คือ “เอกราช ช่างเหลา” อดีต สส.ภูมิใจไทย ที่ถูกขับออกจากพรรค
พยานรายนี้กลับคำให้การ และการกลับคำดังกล่าว เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทำให้เสียงข้างมากเห็นว่า หลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับกรรมการบริหารพรรค และ สส.พรรคภูมิใจไทย
แต่ “สิทธิโชติ” มองต่างออกไป เขามองว่า…ต่อให้พยานคนหนึ่งมีปัญหา ก็ไม่ได้หมายความว่าหลักฐานอื่นจะหายไปพร้อมกัน เพราะยังมีหลักฐานอื่นอยู่ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเลือกสว. วันที่ 26 มิถุนายน 2567
ภาพที่เห็นผู้มีสิทธิเลือกนำโพยออกมาใช้ รวมถึงโพยที่พบอยู่ในโทรศัพท์ของผู้เกี่ยวข้อง และมีข้อมูลวันที่ บันทึกไว้
หลักฐานเหล่านี้ ทำให้เชื่อได้ว่า โพย มีอยู่ก่อนที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจะเข้าไปตรวจสอบ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง เพื่อประกอบคดี
เขายังยกกรณี “ดิเรก พรสีมา” อดีตผู้สมัคร สว. จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งให้ข้อมูลบางส่วน ที่สอดคล้องกับพยาน รหัส 16/26
ดังนั้น ในมุมของเขา การกลับคำของพยานหนึ่งราย จึงไม่ควรทำให้หลักฐานแวดล้อมทั้งหมด ถูกตัดน้ำหนักไปด้วย
จุดที่สี่...การกลับคำให้การ เกิดขึ้นเพราะอะไร?
“สิทธิโชติ” ตั้งข้อสังเกตถึงพยานบางรายที่กลับคำให้การ เขามองว่าไม่น่าจะอธิบายได้ง่ายๆ ว่าเกิดจากการถูกข่มขู่ เพราะพยานบางคน มีสถานะและอำนาจต่อรองค่อนข้างสูง
นี่จึงเป็นอีกเรื่องที่เขาเห็นว่า ควรนำมาประเมินประกอบกัน ไม่ใช่หยิบเพียงคำให้การที่กลับไปกลับมา แล้วบอกว่า “พยานไม่น่าเชื่อถือ” แล้วตัดหลักฐานส่วนอื่นทิ้งทั้งหมด
จุดที่ห้า… เส้นทางการเงินยังมีช่องว่าง
“สิทธิโชติ” ไม่ได้บอกว่า เส้นทางการเงินในคดีนี้ชัดเจนทั้งหมด ตรงกันข้ามเขายอมรับว่า มีข้อจำกัดในการตรวจสอบยกตัวอย่าง กรณี จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบการโอนเงินต่อไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหลักแสนบาท แต่ไม่สามารถไล่ย้อนกลับไปถึงต้นทางได้ทั้งหมด
เหตุหนึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ กกต. มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับรองเส้นทางการเงินดังกล่าว
แต่ในมุมของ “สิทธิโชติ” นั่นไม่ได้แปลว่า ไม่มีพฤติการณ์ แต่มันแปลว่า…การตรวจสอบยังไปไม่สุดทาง! และเขายังมองว่า เรื่องนี้ควรได้รับการตรวจสอบต่อ
โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีผู้สมัคร หรือผู้มีสิทธิเลือก สว. บางราย ที่มีเส้นทางการเงินชัดเจน ซึ่ง กกต.มีมติเอกฉันท์ ให้ส่งฟ้อง
แต่เมื่อเป็น “สว.ตัวจริง” กลับมีมติแตกต่างกัน บางกลุ่มเป็น 4 ต่อ 3
นี่สะท้อนให้เห็นว่า จุดที่กรรมการทั้ง 7 คน เห็นต่างกันอย่างแท้จริง คือการให้น้ำหนัก และความเพียงพอของหลักฐาน
จุดที่หก...พฤติการณ์หลังการเลือกตั้ง
“สิทธิโชติ” ยังพูดถึงเหตุการณ์หลังการประกาศผลเลือก สว. เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 มีการนัด สว.ชุดใหม่ประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อพูดคุยเรื่องประธาน และรองประธานวุฒิสภา และมีบุคคลจากพรรคการเมืองเข้าร่วม
เรื่องนี้ มีพยานซึ่งเคยทำงานเป็นหน้าห้องรัฐมนตรี และ เลขานุการ สส.ให้ข้อมูล
เหตุการณ์หลังการเลือกสว. จึงเป็นอีกชิ้นส่วนหนึ่งที่ควรถูกนำมาประกอบกับพฤติการณ์ ก่อนและระหว่างการเลือก สว.
เพราะถ้ามองแยกเป็นเหตุการณ์เดี่ยวๆ แต่ละอย่างอาจดูไม่มาก แต่ถ้านำมาวางต่อกันเป็นเส้นเดียวกัน… การรวมกลุ่ม... โพย... การติดต่อกัน... ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล... ภาพจากกล้องวงจรปิด... เส้นทางการเงิน และพฤติการณ์หลังการเลือกตั้ง
คำถามก็จะเปลี่ยนไปว่า…ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือ เป็นพฤติการณ์ที่มีความเชื่อมโยงกันระหว่างผู้สมัครสว. กับคนของพรรคการเมือง?
และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “สิทธิโชติ” ต้องกลายเป็นคนที่อยู่ฝั่งเสียงข้างน้อย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อมติวันที่ 14 กันยายน ถือเป็นที่สิ้นสุดในชั้น กกต.แล้ว จากนี้จึงเหลือกระบวนการของศาล
แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และอาจเป็นบทเรียนสำคัญของคดีนี้ ก็คือ…คดีเดียวกัน หลักฐานชุดเดียวกัน กกต. 7 คนสามารถมองเห็นน้ำหนักของหลักฐาน แตกต่างกันได้ถึงขั้นเป็นมติ 5 ต่อ 2


