เมืองไทย 360 องศา
ก็ต้องถือว่าเป็นไปตามคาดหมายเหมือนกัน สำหรับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจะถูกฟ้องในข้อหาหลักคือความผิดตาม มาตรา 157 ฐานละเว้น และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังจากที่เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา พวกเขามีมติเสียงข้างมากให้ยื่นฟ้อง 77 ผู้ถูกกล่าวหาในคดีที่เรียกว่า “ฮั้วสว.” ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่าสังคมคงได้เห็นรายชื่อกันไปแล้ว แต่เพื่อให้เห็นภาพอีกครั้งว่าเป็นใครบ้าง ก็จะนำมาฉายซ้ำอีกที ดังนี้
สำนักงานกกต.ได้เผยแพร่ รายชื่อ 77 ผู้ถูกกล่าวหาที่กกต.มีมติเสียงข้างมากใครยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อย่างไรก็ดีเพื่อให้กระชับ ก็จะเปิดเผยรายชื่อเฉพาะที่เป็น สว.ชุดปัจจุบัน 26 ราย ได้แก่ 1.พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา 2.พลตำรวจโท บุญจันทร์ นวลสาย 3.นายเศก จุลเกษร 4.นายวิวัฒน์ รุ่งแก้ว 5.นายสุเทพ สังข์วิเศษ 6.นางนงลักษณ์ ก้านเขียว 7.นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว 8.นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว 9.นางสาวมาเรีย เผ่าประทาน 10.นายยะโก๊ป หีมละ 11.นางสาวเข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ 12.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม 13.นายนิพนธ์ เอกวานิช 14.นายโสภณ มะโนมะยา 15.พันตำรวจโท สง่า ส่งมหาชัย 16.นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม 17.นางสาวอัจฉรพรรณ หอมรส 18.นายสมหมาย ศรีจันทร์ 19.นายวิวรรธน์ ไกรพิสิฐ์กุล 20.นายวิเชียร ชัยสถาพร 21.นายนิรุตติ สุทธินนท์ 22.นายสากล ภูลศิริกุล 23.นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ 24.นายสิทธิกร ธงยศ 25.นายอลงกต วรกี 26.นายณัฐกิตติ์ หนูรอด
นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อที่น่าสนใจ ที่อยู่ในกลุ่มบุคคลอื่นอีก 15 ราย เช่น นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ ซึ่งเป็นบิดาของนายวรศิษฏ์ รมช.มท. นายสมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.สุโขทัย พรรคภูมิใจไทย นางสาววาริน ชิณวงศ์ นายกอบจ.นครศรีธรรมราชสมาชิกพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย
ที่บอกว่า การสั่งฟ้องครั้งนี้ของ กกต.ถือว่าไม่เหนือความคาดหมาย เพราะมีการเดาทางไว้ล่วงหน้าแล้วว่า น่าจะออกมาในสามแนวทาง นั่นคือ การสั่งฟ้องทั้งหมดจำนวน 229 รายชื่อ ตามที่คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เคยมีมติสั่งฟ้อง หรือ สั่งฟ้องตามที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 เสนอให้สั่งฟ้องบางราย ซึ่งเป็นไปตามแนวทางนี้ และทางที่สาม คือ ไม่สั่งฟ้องทั้งหมด โดยอ้างหลักฐานไม่เพียงพอ อะไรประมาณนั้น
อย่างไรก็ดี เมื่อออกมาแบบนี้ นั่นคือ ส่งฟ้องบางราย โดยที่ไม่ได้สั่งฟ้องระดับแกนนำพรรคภูมิใจไทย เลยแม้แต่คนเดียว จึงถูกมองว่านี่คือการ “ฟอกขาว” ให้พรรคการเมือง และนักการเมืองบางพรรคหรือไม่
แน่นอนว่าในกรณีนี้ ย่อมมีข้อถกเถียงตามมามากมาย แต่ในแง่มุมทางกฎหมายก็ต้องถือว่าน่าสนใจ โดยเฉพาะบางความเห็นจากนักกฎหมายบางคน เช่น นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ให้ความเห็นไว้น่าสนใจ ว่า มติดังกล่าวกำลังเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิมของศาลฎีกา
โดยเห็นว่า การที่ กกต. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย ขณะที่กรรมการไต่สวนชุด 26 เคยเสนอให้ส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องถึง 229 ราย จึงก่อให้เกิดข้อสงสัยต่อมาตรฐานการใช้ดุลพินิจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า ประเด็นสำคัญคือ กกต. เสียงข้างมาก นำมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญา ซึ่งต้องพิสูจน์ความผิดจนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร มาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา มาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นมาตรการทางการเมืองเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
ทั้งนี้ มาตรา 62 กำหนดเพียงว่า หาก กกต. มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานถึงระดับเดียวกับการลงโทษทางอาญา ดังนั้นการนำมาตรฐานคดีอาญามาครอบมาตรการทางการเมือง ทำให้ช่องทางการดำเนินคดีแคบลงอย่างผิดธรรมชาติ และอาจส่งผลให้บุคคลที่มีพฤติการณ์ทำลายความสุจริตของการเลือกตั้งหลุดพ้นจากการถูกตรวจสอบก็เป็นได้
ซึ่งความหมายของนักกฎหมายผู้นี้ มองว่า การที่ กกต.นำหลักการในการพิจารณาคดีอาญาในแบบ “ลงโทษทางอาญา” มาใช้แบบเข้ม ทั้งที่เพียงแค่ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ก็สมควรส่งให้ศาลได้พิจารณาต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังมีความเห็นที่หลากหลาย โดยเฉพาะความเห็นที่มองว่า เมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เคยเสนอสั่งฟ้องจำนวน 229 คน ไปแล้ว ทำไมไม่ส่งฟ้องไปตามจำนวนดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้กระบวนการยุติธรรม ได้ตัดสินตามพยานหลักฐาน และอีกทางหนึ่งยังเป็นหนทางที่ปลอดภัยของกกต.อีกด้วย
ทั้งนี้ ในจำนวน 229 รายชื่อดังกล่าวมีระดับแกนนำพรรคภูมิใจไทย เรียกว่ามากันครบชุด ตั้งแต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายเนวิน ชิดชอบ รวมไปถึงคนอื่นๆ ที่เป็นรัฐมนตรีคนสำคัญ เช่น นายภราดร ปริศนานันทกุล นายไชยชนก ชิดชอบ ประธานวุฒิสภา นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานสภาคนที่ 1 พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ เป็นต้น ดังนั้นการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง พิจารณาส่งฟ้องเพียงแค่ 77 คน จึงถูกมองว่านี่คือการ “ตัดตอน” และ “ฟอกขาว” ให้กับนักการเมืองบางคนบางพรรค ดังกล่าว
แน่นอนว่า เมื่อผลออกมาแบบนี้ก็พอหลับตาเห็นภาพได้เลยว่า ทั้ง กกต.และรัฐบาล ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย จะอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า “อยู่ไม่เป็นสุข” นับจากนี้ไป นั่นคือนอกเหนือจากการที่ กกต.จะถูกฟ้องดำเนินคดีตามมาตรา 157 แล้ว ซึ่งเวลานี้เริ่มมีการขยับกันแล้ว และยังจะมีผลในเรื่องความ “เสื่อมศรัทธา” ลงไปอีก ภาพที่ออกมาในลักษณะที่ถูกมองเป็นการ “ต่างตอบแทน” ยิ่งจะฉายภาพชัดขึ้น
และแม้ว่าเส้นทางที่เดินไปถึงบทสรุปจะต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง แต่นับจากนี้เสียงวิจารณ์ก็จะดังขึ้น และจะเข้มข้นไปถึงช่วง “ซักฟอก” ทุกอย่างก็จะลากยาวเช่นเดียวกัน !!


