หลังจากรอคอยกันมานาน ในที่สุดเมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็มีมติออกมาในคดีฮั้วเลือก สว.
427 คน คือจำนวนผู้ถูกร้องในสำนวน ตามเอกสารที่มีอยู่ทั้งหมด 75,722 หน้า
แต่สุดท้าย กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพียง 77 คน ในจำนวนนี้เป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือกสว. 36 คน และ บุคคลอื่นอีก 15 คน
ที่กลายเป็นประเด็นร้อนที่สุด ก็คือกลุ่มกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งถูกกล่าวหาในสำนวน รวม 21 คน ไม่มีใครถูกส่งฟ้องเลยแม้แต่คนเดียว!
และคนที่ออกมารับหน้า ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รองเลขาธิการ กกต. ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวน แต่คือ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.
นี่จึงเป็นจังหวะที่น่าสนใจ เพราะก่อนหน้านี้มีการจับตากันว่า กกต.อาจให้ฝ่ายสำนักงานออกมาแถลง หรือ อาจตอบคำถามแบบ “กั๊ก” จำกัดรายละเอียด
แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ประธาน กกต.ออกมาเอง และตอบคำถามด้วยตัวเองว่า ทำไมกลุ่มการเมืองเหล่านี้ จึงไม่ถูกส่งศาล
“ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ไม่ใช่คนที่มาจากสายการเมือง
เขาเป็นสายตุลาการโดยตรง จบนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นเนติบัณฑิต และศึกษาต่อด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ที่ นิด้า ก่อนเติบโตในสายศาลยุติธรรม
เคยเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง เป็นผู้พิพากษาศาลฎีกา และ เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ก่อนเข้ามาเป็นกรรมการการเลือกตั้ง ในปี 2568 โดย สว.ชุดนี้ ชุดที่มีปัญหาเรื่องการฮั้วเป็นผู้ให้การรับรอง และได้รับเลือกเป็นประธาน กกต. ด้วยมติ 4 ต่อ 3 ในเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อคนที่มีพื้นฐานเป็น “นักกฎหมายและตุลาการ” ออกมาอธิบายมติ ที่มีผลสะเทือนทางการเมืองขนาดนี้ สิ่งที่เขาพูด จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ
แล้วเหตุผลของประธาน กกต. คืออะไร ?
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ พยาน โดยเฉพาะพยานรหัส 16/26 ซึ่งก็คือ “เอกราช ช่างเหลา” อดีต สส.ภูมิใจไทย ที่ต่อมาย้ายไปอยู่พรรคกล้าธรรม ถูกกล่าวถึงว่าเป็นพยานสำคัญที่อ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ ตั้งแต่การวางแผน การประชุมที่พรรคภูมิใจไทย การจัดทำโพย ไปจนถึงการนำ สว. ไปรับนโยบายหลังการเลือก
แต่ประธาน กกต.บอกว่า พยานรายนี้ ไม่มีความน่าเชื่อถือ!
เหตุผลหนึ่งคือ พยานมาให้ข้อมูลหลังเหตุการณ์ผ่านไปประมาณหนึ่งปี
อีกเหตุผลคือ พยานเคยเป็นสมาชิก และอดีต สส.ของพรรคภูมิใจไทย ก่อนถูกพรรคขับออก และต่อมาไปอยู่กับพรรคอื่น ซึ่งในช่วงนั้นมีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองพรรค
นอกจากนี้ ประธาน กกต.ยังระบุว่า พยานเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษคดียักยอกทรัพย์ และยังมีประเด็นเรื่องการกลับคำให้การ รวมถึงขอให้กันตัวเองออกมาเป็นพยาน
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประธานกกต. ไม่ได้พูดถึงพยานเพียงคนเดียว
ยังมีพยานประกอบอีก 2 ราย แต่ กกต.เห็นว่า คำให้การของพยานทั้งสาม ไม่สอดคล้องกันในสาระสำคัญ
ขณะเดียวกัน กกต. ระบุว่า เมื่อไปตรวจสอบหลักฐานอื่นประกอบแล้ว ไม่พบภาพถ่าย เอกสาร หรือ วัตถุพยานที่ยืนยันเหตุการณ์ตามคำกล่าวอ้าง และการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ก็ไม่พบความผิดปกติ
ส่วนการติดต่อทางโทรศัพท์ ประธาน กกต. บอกว่า การที่มีการโทรศัพท์หากัน ไม่ได้หมายความว่า รู้ว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร
นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ กกต.เสียงข้างมาก เห็นว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ซึ่งเกี่ยวกับการที่นักการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือผู้สมัคร สว. ยังรับฟังไม่ได้
และเมื่อข้อกล่าวหาที่ 1 ตก ข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวกับผู้สมัครยินยอมให้บุคคลเหล่านั้นช่วยเหลือ ก็ได้รับผลต่อเนื่องไปด้วย
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าคนกลุ่มแรก เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ ก็ย่อมพิสูจน์ต่อไม่ได้ว่า ผู้สมัครเป็นผู้รับความช่วยเหลือนั้น
นี่คือเหตุผล ทางคดีที่ประธาน กกต. นำมาอธิบาย
แต่คำถามของสังคม ยังไม่จบ เพราะสิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยสงสัยคือ ถ้าพยานหลักไม่น่าเชื่อถือจริง แล้วหลักฐานแวดล้อมทั้งหมดล่ะ ไม่ถูกนำมาประกอบการพิจารณาเลยหรือ?!
ไม่ว่าจะเป็น การจัดคนลงสมัคร การติดต่อกัน การเดินทาง การพบปะกัน การรวมกลุ่ม การทำโพย ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล รวมถึงพฤติการณ์ก่อนและหลังการเลือกสว.
สิ่งเหล่านี้ถูก กกต.นำมาชั่งน้ำหนักหรือไม่ อย่างไร?
และเหตุใดเมื่อมาถึงกลุ่มนักการเมือง จึงไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะไปต่อศาลเลยแม้แต่คนเดียว?!
นี่คือคำถามที่ทำให้ “ประธาน กกต.” กลายเป็น “คนที่ต้องรับหน้า” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะครั้งนี้ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ไม่ได้เพียงแค่ดำรงตำแหน่ง ประธานในวันที่มีมติ แต่เขาออกมาอธิบายเหตุผลด้วยตัวเองอย่างละเอียด
ดังนั้น ในทางการเมือง ความรับผิดชอบต่อคำอธิบาย จึงไม่ได้อยู่เพียงกับ “กกต.ทั้ง 7 คน” ในภาพรวมเท่านั้น แต่ชื่อของ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ย่อมถูกจดจำควบคู่กับมติครั้งนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่ประธาน กกต. ออกมาชี้แจงรายละเอียดด้วยตัวเองในครั้งนี้ ด้านหนึ่งอาจเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน แต่อีกด้านหนึ่ง ก็หมายความว่า ทุกเหตุผลที่พูดออกมา จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด เมื่อ กกต.ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
ตรงนั้นเอง เรื่องจะขยับจากคำถามทางการเมือง ไปสู่คำถามทางกฎหมาย และนั่นอาจเป็นคำถามที่หนักกว่า มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน เสียอีก!


