xs
xsm
sm
md
lg

“ทนายเชาว์” ซัดประธาน กกต.อย่าเอา 38 ปี เป็นผู้พิพากษาเป็นเกราะกำบัง ชั่งน้ำหนักพยานเกินหน้าที่หรือไม่ ส่อปล่อยหัวขบวนฮั้วลอยนวล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ทนายเชาว์” ซัด “ณรงค์” อย่าหยิบ 38 ปี ผู้พิพากษาเป็นเกราะให้ตัวเอง ตั้งคำถาม กกต.ชั่งน้ำหนักพยานเกินหน้าที่หรือไม่ ชี้ คดีฮั้ว สว.ต้องมองพยานแวดล้อม ทั้งโพย-คะแนน-โทรศัพท์-เส้นเงิน หวั่นส่งเชือดแค่ 77 คน แต่ปล่อย “หัวขบวน” ลอยนวล

วันนี้ (15 ก.ย.) นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “38 ปีผู้พิพากษา หรือกำลังเสียคนตอนแก่?” วิพากษ์วิจารณ์คำแถลงของ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีคดีฮั้วเลือก สว. โดยระบุว่า นอกจากคำถามว่าเหตุใดนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยจึงรอดทั้งหมดแล้ว ยังมีคำถามสำคัญว่า กกต.ใช้อำนาจของตัวเองไปไกลเพียงใด

นายเชาว์ ตั้งข้อสังเกตว่า ระหว่างการแถลง ประธาน กกต.อ้างถึงประสบการณ์การเป็นผู้พิพากษาหลายครั้ง ทั้งคำว่า “ผมเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน” และ “ผมอยู่ศาลมา 38 ปี” รวมถึงอธิบายประสบการณ์เกี่ยวกับพยานกลับคำ และเปรียบเทียบว่าเมื่ออยู่ศาลยังมีเรื่องละเมิดอำนาจศาลเป็นเกราะ แต่เมื่อมาอยู่ กกต. เกราะคือการทำตามกฎหมายและสามารถอธิบายต่อสังคมได้
นายเชาว์ จึงตั้งคำถามว่า ประธาน กกต.กำลังนำสถานะ “ผู้พิพากษาเก่า” มาใช้กับคดีนี้อย่างไร เพราะประเด็นไม่ได้อยู่เพียงกรณีพยาน 3 ปากกลับคำ แต่ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่พยานให้การสามารถตรวจสอบกับข้อเท็จจริงและหลักฐานอื่นได้หรือไม่

สำหรับกรณีพยานรหัส 16/26 ที่ประธาน กกต.หยิบประวัติว่าเคยถูกศาลพิพากษาจำคุก 11 ปี ในคดียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครู มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท เคยถูกตัดสิทธิทางการเมือง และถูกขับออกจากพรรคภูมิใจไทยนั้น นายเชาว์ มองว่า ประวัติดังกล่าวอาจเป็นเหตุให้ต้องระมัดระวังในการรับฟัง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าสิ่งที่พยานกล่าวไม่เกิดขึ้น

นายเชาว์ ระบุว่า สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบคำให้การกับหลักฐานอื่น หากกล่าวถึงการติดต่อกันก็ควรตรวจข้อมูลโทรศัพท์ หากมีการพบกันควรตรวจสถานที่ วัน เวลา และการเดินทาง หากกล่าวถึงการจัดคนต้องตรวจรายชื่อ โพย และผลคะแนน ส่วนกรณีเงินต้องตรวจสอบเส้นทางการเงิน รวมถึงความเชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดของผู้ถูกกล่าวหา

พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีประธาน กกต.ยอมรับว่า ตรวจสอบพบการโทรศัพท์ติดต่อกันจริง แต่ไม่ทราบเนื้อหาการสนทนา จึงไม่สามารถนำไปชี้ว่ามีการกระทำผิดได้ โดย นายเชาว์ เห็นว่า แม้การโทรหากันหรือพบกันในโรงแรมเพียงอย่างเดียวไม่อาจหมายความว่าเป็นการฮั้ว สว. แต่ควรนำข้อมูลเหล่านี้ไปพิจารณาประกอบกับหลักฐานอื่นก่อนสรุป

นายเชาว์ ระบุว่า คดีนี้มีทั้งการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหาหลายร้อยคน พยานจำนวนมาก โพย ผลคะแนนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีลักษณะเกาะกลุ่มและสัมพันธ์กับรายชื่อในโพย ข้อมูลการติดต่อ การพบปะ และเส้นทางการเงินบางส่วน ขณะที่ กกต.มีมติส่งศาล 77 คน แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ผู้มีสิทธิเลือก 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน

จึงเกิดคำถามว่า บุคคลทั้ง 77 คนต่างคนต่างกระทำ หรือมีลักษณะเป็นขบวนการ และหลักฐานทั้งหมดเพียงพอให้เกิด “เหตุอันควรเชื่อ” หรือไม่ว่า เบื้องหลังอาจมีการจัดตั้งที่ใหญ่กว่าความผิดเฉพาะตัวของผู้ถูกส่งศาลทั้ง 77 คน

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า คดีที่ถูกกล่าวหาว่ามีลักษณะเป็นขบวนการ ไม่ควรรอหลักฐานชิ้นเดียวที่ระบุชัดว่าใครสั่ง ใครจ่าย ใครจัด และตกลงฮั้วกันอย่างไร แต่ต้องพิจารณาภาพรวมของพยานแวดล้อม ทั้งโทรศัพท์ โพย คะแนน พยานบุคคล และเส้นทางการเงินประกอบกัน

นายเชาว์ ยังอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 226 โดยชี้ว่า กฎหมายใช้ถ้อยคำ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ไม่ใช่ต้องพิสูจน์ได้แล้วว่าบุคคลนั้นกระทำผิด ดังนั้น กกต.มีหน้าที่กลั่นกรอง แต่ไม่ใช่ผู้พิพากษาคดี และตั้งคำถามว่า การที่ กกต.เสียงข้างมากเลือกส่งเฉพาะบุคคลที่เห็นว่ามีหลักฐานชัด ขณะที่ตัดส่วนที่ยังมีข้อสงสัยเรื่องความเชื่อมโยงออกไป เป็นการใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานแทนศาลหรือไม่

นายเชาว์ ระบุอีกว่า กกต.ชุดปัจจุบัน 4 คน รวมถึงประธาน กกต. ผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดที่กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องที่มา ดังนั้น เมื่อคดีเกี่ยวข้องโดยตรงกับความชอบธรรมของ สว. การตัดสินใจของ กกต.ยิ่งจำเป็นต้องมีเหตุผลที่ละเอียด โปร่งใส และตรวจสอบได้

ช่วงท้าย นายเชาว์ วิจารณ์การกล่าวย้ำถึงประสบการณ์ผู้พิพากษา 38 ปี โดยเห็นว่าไม่ควรนำอดีตในองค์กรศาลมาเป็นเกราะให้กับการทำหน้าที่ในฐานะ กกต. พร้อมย้ำว่า คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า หากเป็นผู้พิพากษาจะลงโทษผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ แต่คือหลักฐานในฐานะ กกต.ถึงระดับที่กฎหมายกำหนดให้ส่งศาลเป็นผู้วินิจฉัยแล้วหรือยัง

นายเชาว์ ทิ้งท้ายว่า การย้ำว่า เคยเป็นผู้พิพากษาซ้ำๆ อาจไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้คำอธิบาย แต่กลับทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ พร้อมเตือนว่าไม่ควรนำอดีตในองค์กรศาลมาปะปนกับการทำหน้าที่ของตน จนอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรศาล และระบุว่าเป็นห่วงว่าอาจ “ไม่ใช่แค่เสียคนตอนแก่ แต่เสี่ยงติดคุกในช่วงบั้นปลายชีวิตด้วย”