ครม.เห็นชอบขยาย "โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่" ถึงปี 2574 เร่งสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 81,600 คน ป้อนอุตสาหกรรมอนาคต
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติการขอขยายระยะเวลาและการปรับปรุงแผนการดำเนินงาน "โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่และกำลังคนที่มีสมรรถนะสูง เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย" จากเดิมสิ้นสุดปี 2569 ขยายออกไปเป็นปี 2561–2574 ตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เสนอ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การขยายระยะเวลาดังกล่าวจะใช้วงเงินงบประมาณคงเหลือเดิมของโครงการ พ.ศ. 2561-2569 จำนวน 3,100 ล้านบาท (อยู่ภายใต้กรอบวงเงินเดิม 13,086.38 ล้านบาท ที่ ครม. เคยอนุมัติไว้เมื่อปี 2561) โดยมุ่งเป้าผลิตและพัฒนากำลังคนรวม 81,600 คน ในช่วงปี 2570–2574 เพื่อตอบสนองต่อ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและยุทธศาสตร์ประเทศ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง และผู้ประกอบการ SMEs
สำหรับแผนงานในระยะใหม่นี้ จะเน้นการพลิกโฉมการศึกษาภายใต้แนวคิด "Skills-First Degree Later" เน้นหลักสูตรระยะสั้น (Non-Degree) เพื่อ Reskill, Upskill และ New Skill ให้แก่กำลังแรงงานอย่างรวดเร็ว (ความยาวหลักสูตร 3-4 เดือน หรือ 9 หน่วยกิต) โดยเปิดโอกาสให้สะสมหน่วยกิต เพื่อนำไปเทียบโอนรับปริญญาบัตรในภายหลังได้ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 โดยมีเป้าหมายหลักสูตรประกาศนียบัตร 80,000 คน และหลักสูตรระดับปริญญา 1,600 คน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2561–2568 สามารถผลิตกำลังคนได้แล้วกว่า 90,035 คน ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาในโครงการนี้มีอัตราการได้งานทำภายใน 1 ปี สูงถึงกว่าร้อยละ 80 และมีอัตราเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าหลักสูตรปกติ ดังนั้นการขยายโครงการไปจนถึงปี 2574 จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
ครม. ไฟเขียวไทยร่วมรับรองร่างแถลงการณ์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ผนึกความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพแรงงานไทย เท่าทันตลาดแรงงานยุคใหม่
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เอเปค ครั้งที่ 8 และร่างภาคผนวกว่าด้วยข้อริเริ่มการรับมือผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่อการจ้างงานในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมาย ร่วมรับรองเอกสารทั้ง 2 ฉบับ ในการประชุมที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 กันยายน 2569 ณ เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “การยกระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ทันสมัย เพื่อประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น” โดยเน้นย้ำความร่วมมือใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1. การส่งเสริมการจ้างงานคุณภาพสูงและการพัฒนาเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการจ้างงาน เชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับการจ้างงาน ใช้ประโยชน์จาก AI เพิ่มโอกาสทางอาชีพ สนับสนุนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสในการทำงานและการฝึกอบรม
2. การลงทุนในคนและพัฒนาทักษะวิชาชีพ มุ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับทักษะดิจิทัล เสริมสร้างการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI เพื่อรองรับการเกิดของอาชีพใหม่ ๆ และ 3. การพัฒนาระบบประกันสังคมดิจิทัล นำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Big Data, AI และ Cloud Computing มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการประกันสังคมให้ยืดหยุ่น ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และครอบคลุม
นอกจากนี้ ในส่วนของร่างภาคผนวกฯ ได้ระบุถึงแนวทางเฉพาะในการนำ AI มาช่วยลดภาระงานในกลุ่มอาชีพเสี่ยงภัย ทดแทนแรงงานในกลุ่มที่ขาดแคลน คาดการณ์ความต้องการทักษะแรงงานล่วงหน้า ตลอดจนการคุ้มครองสิทธิแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ระบว่า การเข้าร่วมรับรองแถลงการณ์ครั้งนี้ จะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทยให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับสมาชิกเอเปค ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวไม่มีถ้อยคำผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ จึงไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ


