xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลลุยต้านทุจริต จับมือเอกชนแก้ที่ระบบ ลดดุลพินิจ–ปิดช่องสินบน นำร่องใบอนุญาตรร.ภูเก็ต–4 หน่วยงานบริการปชช.–EEC

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ภราดร” เดินหน้ารัฐบาลต้านทุจริต จับมือเอกชนแก้ที่ระบบ ลดดุลพินิจ–ปิดช่องสินบน นำร่องใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต–4 หน่วยงานบริการประชาชน–EEC


วันนี้ (14 กันยายน 2569) นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงการทุจริตภาครัฐ ครั้งที่ 1/2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล เดินหน้านโยบายรัฐบาลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ โดยมุ่งแก้ปัญหาที่ “ระบบและกระบวนงาน” ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย เปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมชี้จุดเสี่ยงและเสนอแนวทางแก้ไข พร้อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ลดขั้นตอน ลดการพบปะเจ้าหน้าที่ และลดการใช้ดุลพินิจที่อาจเปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์

นายภราดร กล่าวว่า แนวทางของรัฐบาลคือทำให้การต่อต้านทุจริตเกิดผลในทางปฏิบัติ และประชาชนกับภาคธุรกิจต้องสัมผัสได้จากการรับบริการภาครัฐที่ง่ายขึ้น เร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และมีกติกาที่ชัดเจน โดยเฉพาะกระบวนงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและอนุญาต ซึ่งเป็นจุดที่ภาคเอกชนสะท้อนปัญหามาอย่างต่อเนื่อง

ที่ประชุมมีมติเดินหน้า 3 มาตรการสำคัญ ที่จะส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ได้แก่
1. ปลดล็อกกระบวนการขอใบอนุญาตโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตเร่งพัฒนาระบบ DOPA iService ของกระทรวงมหาดไทยให้เป็นระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอ ติดตาม และรับใบอนุญาตผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง พร้อมกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาที่ชัดเจน ลดขั้นตอนและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมที่ยังไม่เข้าสู่ระบบสามารถดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายได้สะดวกยิ่งขึ้น
2. ดึงข้อเสนอภาคเอกชน ปรับกระบวนงาน 4 หน่วยงานนำร่องมอบหมายสำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงาน ก.พ.ร. นำข้อเสนอแนะจากแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (Thai CAC) มาปรับปรุงกระบวนงานของ 4 หน่วยงานที่ประชาชนและภาคธุรกิจติดต่อใช้บริการเป็นจำนวนมาก ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมการค้าภายใน และกรมการขนส่งทางบก โดยมุ่งลดขั้นตอน เพิ่มความสะดวก และลดการใช้ดุลพินิจในการอนุมัติอนุญาต พร้อมพัฒนากระบวนการให้ ป.ป.ท. และภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังความเสี่ยงการทุจริตอย่างเป็นระบบ
3. นำร่อง “ระบบแจ้งรัฐ” ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ในพื้นที่ EECเริ่มดำเนินการกับ 5 หน่วยงานสำคัญ ได้แก่ สำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานประกันสังคมจังหวัด การประปาส่วนภูมิภาค ตำรวจภูธรจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมเตรียมความพร้อม อปท. นำร่อง 2,997 แห่ง เพื่อเข้าสู่การให้บริการผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มเดียว รวมถึงยกระดับสำนักงานที่ดิน 15 สาขาในพื้นที่ EEC ตามมาตรฐาน GECC โดยใช้ “ศรีราชาโมเดล” เป็นต้นแบบ

นายภราดรกล่าวว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้มีภารกิจสำคัญ 4 ด้าน ตั้งแต่การกลั่นกรองข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการให้และรับสินบนและการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นระบบ การกำหนดมาตรการป้องกันความเสี่ยงในกระบวนงานสำคัญของภาครัฐ เช่น โครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” การผลักดันบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัลเพื่อลดการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ตลอดจนการบูรณาการทำงานระหว่าง ป.ป.ท. ป.ป.ช. หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันการทุจริตของประเทศ

“รัฐบาลไม่ได้มองการต่อต้านทุจริตเฉพาะปลายทางเมื่อเกิดความผิดแล้ว แต่ต้องปิดช่องตั้งแต่ต้นทาง หากขั้นตอนราชการน้อยลง กติกาชัดขึ้น ใช้ดิจิทัลมากขึ้น และภาคเอกชนมีส่วนร่วมสะท้อนปัญหา โอกาสในการเรียกรับผลประโยชน์ก็จะลดลง เป้าหมายคือทำให้ประชาชนติดต่อรัฐได้สะดวกโดยไม่ต้องพึ่งเส้นสาย และทำให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจได้ภายใต้กติกาที่โปร่งใสและเป็นธรรม” นายภราดรกล่าว

การดำเนินงานทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาทุจริตเชิงระบบ ผ่าน 4 แนวทาง คือ ลดขั้นตอนที่ซับซ้อนในการอนุมัติอนุญาต ใช้ข้อมูลและข้อเสนอจากภาคเอกชนแก้ปัญหาให้ตรงจุด ใช้เทคโนโลยีลดการพบปะและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และเสริมสร้างธรรมาภิบาลในหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาครัฐและประเทศไทยในระยะยาว