ภายในสัปดาห์นี้แรงกดดันจะพุ่งเข้าสู่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะรุนแรงและหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากวันที่ 14 กันยายน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะลงมติเกี่ยวกับ “คดีฮั้วสว.” ว่าจะออกทางไหน
มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะออกมาได้ 3 แนวทาง คือหนึ่ง ส่งคำร้องไปศาลฎีกาทั้งหมด 229 ชื่อ เพื่อให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของบุคคลที่ปรากฏในคำร้องรวม 229 ชื่อ ตามสำนวนการสืบสวนไต่สวนของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้ไต่สวน ก็จะมีคำสั่งให้สว. ที่มีชื่อตามคำร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อนจะกว่าศาลฎีกา จะมีคำตัดสินออกมา
หรืออาจออกมาในลักษณะรายละเอียดเพิ่มเติมคือ ในแนวทางที่หนึ่ง คือ ศาลฎีกาอาจรับคำร้อง แต่อาจไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้
แนวทางที่สอง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติยกคำร้องไม่เอาผิดใดๆตามผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 โดยให้เหตุผล เช่น ยังไม่ปรากฏหลักฐานเพียงพอ หรือไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำความผิดตามที่มีข้อกล่าวหาที่เพียงพอจะส่งคำร้องไปศาลฎีกา ซึ่งหาก กกต.มีมติในแนวทางดังกล่าว ฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ประกาศแล้วว่า จะมีการหาช่องทางดำเนินคดีกับ กกต.รวมไปถึงการหาวิธีการยื่นโดยตรงต่อศาล
สาม คือ ส่งคำร้องไปศาลฎีกา แต่ส่งไม่ครบ 229 รายชื่อ ซึ่งแวดวงการเมืองเรียกกันว่าคนที่จะถูกเอาผิดส่งชื่อไปศาลฎีกา เป็นพวกระดับ “ปลายแถว” ส่วนพวกระดับแกนนำ “ขาใหญ่” เช่น ระดับรัฐมนตรี แกนนำรัฐบาล กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และ สส.พรรคภูมิใจไทย จะไม่มีชื่ออยู่ในคำร้อง รวมถึงไม่มีแกนนำสว. ในวุฒิสภาชุดปัจจุบันหรือที่เรียกกันว่าแกนนำสว.สีน้ำเงิน มีชื่ออยู่ในคำร้องเช่นกัน
แน่นอนว่า หากหวยออกมาแบบสองแนวทางหลังโอกาสที่จะเกิดความวุ่นวาย มีการประท้วงจากบางกลุ่ม ซึ่งอาจลุกลามบานปลายก็เป็นไปได้ ขณะเดียวกันในเดือนกันยายน ก็จะเห็นความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านในเรื่องความคืบหน้าเกี่ยวกับญัตติ “ซักฟอก” รัฐบาล หรือการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งมีการแพลมออกมาแล้วว่า อาจจมีการยื่นญัตติในราวปลายเดือนนี้ แม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญก็ตาม และกว่าจะปิดสมัยประชุมก็จะลากไปถึงปลายเดือนธันวาคม แต่หากพิจารณาจากเจตนาของฝ่ายค้าน เหมือนกับมีเจตนาเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล ที่กำลังโดนกระหน่ำหนักหน่วงทุกทาง
ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากฝั่งรัฐบาล โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็กำลัง “แก้เกม” การเมืองทุกทาง อย่างน้อยก็เพื่อลดแรงเสียดทานมาที่ตัวเอง โดยเฉพาะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีประเด็น “คนใกล้ตัว” คือนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกล่าวหาว่าอาจเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น
ล่าสุด นายอนุทินได้ตอบคำถามในกรณีดังกล่าว ว่า ปิดชื่อถือพฤติกรรม โดยระบุว่า ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเอ่ยถึงชื่อ นายทองเจือ ว่า เป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกล่าวหากับหลายๆฝ่าย เพื่อให้เกิดความมั่นใจ จึงทำหนังสือไปถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ทำคดีเรื่องนี้อยู่แล้ว เพื่อต้องการทำให้เรามีข้อมูลที่ชัดเจนด้วย เผื่อใครอยากสอบถาม ไม่ใช่ว่ามาตอบลอยๆ พอตอบลอยๆ ก็บอกว่า คนนี้เป็นคนที่รู้จัก เป็นคนที่ทำงานด้วยกัน มีความใกล้ชิดกัน เดี๋ยวจะหาว่าไปให้การช่วยเหลือ ซึ่งความสัมพันธ์กับบุคคลที่ถูกกล่าวชื่อก็เป็นเรื่องการทำงาน ส่วนเรื่องของส่วนตัวนอกเหนือจากการทำงาน ตนไม่ทราบว่า ทางคนที่ทำงานร่วมกับตนไปทำอะไรกันบ้าง แต่เพื่อให้ความมั่นใจเกิดขึ้นทั้งต่อหน้าและลับหลัง และในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทราบมาว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำคดีนี้อยู่ก็สอบถามไป เพื่อที่จะตอบข้อสงสัย ได้อย่างมีข้อเท็จจริงและมีหลักฐานประกอบ
แน่นอนว่า ทั้งคำพูดและท่าทีดังกล่าวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พิจารณาเผินๆ เหมือนกับว่า ต้องการสื่อให้สังคมได้รับรู้ว่า มีเจตนาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ตรวจสอบ หรือดำเนินคดีกับใครก็ได้ ที่มีความผิดตามพยานหลักฐาน ตามที่บอกเอาไว้นั่นคือ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” คือไม่ต้องไปสนใจว่าเป็นใคร แต่หากพิจารณาอีกมุมหนึ่ง การแสดงท่าทีให้เห็นแบบนี้ มันก็ไม่ต่างจากการ “สลัดทิ้ง” หรือ “ปัดให้พ้นตัว” ออกไปให้ไกลก่อน ประมาณว่าไม่ว่าเขาคนนั้นจะทำผิดอะไรหรือไม่ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเอง
อย่างไรก็ดี สำหรับ “ความเสื่อม” ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีทุกสมัยที่ผ่านมา ส่วนสำคัญล้วนมาจาก “คนใกล้ตัว” ที่ในที่สุดแล้ว จะกลายเป็น “ตัวเร่ง” ชั้นดี ให้ “พัง” เร็วกว่าเดิม ซึ่งกรณีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งความศรัทธาที่ลดลงฮวบฮาบ ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาต้องพยายาม “สลัด” บางอย่างออกไป ในความหมายที่ต้องการสื่อให้เห็นว่า เขาไม่ได้เกี่ยวข้องนั่นแหละ แต่ในความเป็นจริง เมื่อพิจารณาจากความใกล้ชิด และความจริงอีกด้านหนึ่ง ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน !!


