วันที่ 14 กันยายน นี้ จะเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของการเมืองไทย เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะพิจารณาคดี “ฮั้วเลือกสว.” ที่ลากยาวกันมานาน และมีผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 ราย
สิ่งที่น่าสนใจของ วันที่ 14 กันยายน อาจไม่ใช่แค่คำตอบว่า “ใครจะรอด ใครจะถูกส่งศาลฎีกา”
เพราะยังมีประเด็นที่ใหญ่กว่านั้นคือ ... กกต.ใช้มาตรฐานอะไร ในการตัดสินว่าหลักฐานแบบไหน ถึงเรียกว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้”
คำนี้สำคัญมาก... เพราะตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดไว้ว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น จนทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ก็วางหลักในทำนองเดียวกัน
ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดว่า กกต.ไม่ใช่ศาลฎีกา... กกต.ไม่ได้มีหน้าที่พิพากษาว่าใครผิดจนถึงที่สุด
แต่มีหน้าที่พิจารณาว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่ ถึงระดับที่กฎหมายเรียกว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” หรือไม่?!
ถ้าถึง ก็ส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อ
ถ้ากกต.จะไม่ส่งใครไปศาล เพราะเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ย่อมเกิดคำถามว่า คำว่า “ไม่เพียงพอ” นั้น หมายถึงอะไร?
หมายถึง ไม่มีหลักฐานเลย? หรือมีหลักฐาน แต่เชื่อมโยงไปถึงตัวบุคคลไม่ได้ ? หรือหลักฐานมีอยู่ แต่ยังไม่ถึงระดับที่จะเรียกว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้”?
หรือแท้จริงแล้ว กกต.กำลังทำเกินหน้าที่ โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล?
นี่คือสิ่งที่สังคมควรได้ฟังคำอธิบายอย่างละเอียด
เพราะเรื่องนี้มีความน่าสนใจตรงที่ ก่อนหน้านี้มีอนุกรรมการชุดที่ 26 ซึ่งพิจารณาสำนวน และพยานหลักฐานจำนวนมาก และมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย มีกรณีที่จะต้องดำเนินการต่อ
แต่ต่อมาก็เกิด อนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งมีมติ 5 ต่อ 2 ไปในทิศทางตรงกันข้าม คือเห็นว่า “ไม่มีมูลเพียงพอ”
จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะมีคำถามว่า คดีเดียวกัน พยานหลักฐานชุดเดียวกัน แต่คณะทำงานสองชุด กลับอ่านแล้วได้ข้อสรุปแตกต่างกันอย่างมาก ... ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก!
เพราะถ้าสุดท้าย กกต.ชุดใหญ่ มีมติเห็นตาม อนุกรรมการ ชุดที่ 36
คำถามที่จะตามมาก็คือ อะไรทำให้หลักฐานที่ชุด 26 เคยเห็นว่ามีน้ำหนัก กลายเป็นหลักฐานที่ไม่เพียงพอ ในสายตาของ ชุด 36 ?
หลักฐานชิ้นไหนถูกหักน้ำหนัก? พยานคนไหนถูกตัดออก? ข้อเท็จจริงตรงไหนที่เชื่อมโยงผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้?
และที่สำคัญที่สุด ทำไมจึงไม่ถึงระดับ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ตามที่กฎหมายกำหนด ?
นี่คือสิ่งที่ประชาชนมีสิทธิถาม... ไม่ใช่เพราะประชาชนต้องการให้ กกต.ส่งทุกคนไปศาล แต่เพราะประชาชนต้องการรู้ว่า ...มาตรฐานเดียวกันนั้นถูกใช้กับทุกคนหรือไม่!
ถ้า 229 คน มีหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ ก็ต้องอธิบายว่าไม่ถึง เพราะอะไร ถ้ามีบางคนถึงเกณฑ์ แต่บางคนไม่ถึง ก็ต้องอธิบายว่า คนที่ถูกส่งศาล แตกต่างจากคนที่ไม่ถูกส่งอย่างไร
นี่จะเป็นคำถามใหญ่มาก ถ้าสุดท้ายตัวเลขจาก 229 คน เหลือเพียงไม่กี่คนที่ถูกส่งไปศาลฎีกา
เพราะคำถามจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ทำไมคนส่วนใหญ่รอด?”
แต่จะกลายเป็น “เกณฑ์ที่ใช้คัดคนที่รอด กับคนที่ถูกส่งศาลคืออะไร?”
นี่คือจุดที่คิดว่า กกต.จะต้องเตรียมคำตอบให้ดีที่สุด เพราะอีกด้านหนึ่งก็มีข้อเท็จจริงทางการเมือง ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คือ สว.ชุดปัจจุบันบางส่วน เป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ขณะที่ กกต.ชุดปัจจุบันเอง ก็มีถึง 4 คน ที่ผ่านกระบวนการรับรองของ สว.ชุดนี้
แน่นอนว่า ประเด็นนี้ยังไม่ใช่หลักฐานว่า กกต.กระทำผิด หรือมีการช่วยเหลือใคร
เราไม่ควรสรุปไปไกลกว่าพยาน หลักฐาน แต่ในแง่ของ ความรู้สึก และความเชื่อมั่นของสังคม เรื่องนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีน้ำหนัก
เพราะฉะนั้น วิธีเดียวที่จะตอบข้อสงสัยได้ดีที่สุดก็คือ ความโปร่งใสของเหตุผล
ไม่ใช่เพียงประกาศว่า กกต. “มีมติ 5 ต่อ 2” หรือ “พยานหลักฐานไม่เพียงพอ”
แต่ กกต. ต้องอธิบายด้วยว่า ไม่เพียงพอตรงไหน เพราะถ้าองค์กรอิสระกำลังใช้อำนาจตามกฎหมาย กับคดีที่มีผลกระทบทางการเมืองสูงมาก การให้เหตุผลประกอบการพิจารณา จึงสำคัญไม่แพ้ตัวมติ
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตาคือ ความเห็นของ กกต. เสียงข้างน้อย
ถ้ามีการทำความเห็นแย้งอย่างเป็นทางการจริง เอกสารนั้นจะมีความสำคัญมาก เพราะมันจะทำให้สังคมได้เห็นว่า
คนสองฝ่ายอ่านพยานหลักฐานชุดเดียวกันอย่างไร
ฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ถึงเกณฑ์ แต่อีกฝ่ายบอกว่าถึงเกณฑ์
ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหลักฐานยังเชื่อมโยงตัวบุคคลไม่ได้ อีกฝ่ายอาจเห็นว่า พฤติการณ์หลายอย่างเมื่อเอามาประกอบกันแล้วมีน้ำหนักเพียงพอ
ตรงนี้จะทำให้ประชาชน สามารถเปรียบเทียบได้ว่า ใครอธิบายเหตุผลได้หนักแน่นกว่ากัน
และจะทำให้คำว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในกฎหมาย แต่จะเป็นตัววัดการทำงานของกกต.ด้วย
ฉะนั้น วันที่ 14 กันยายน นี้ ไม่ควรมองเพียงว่า 229 คน จะเหลือกี่คน... ไม่ควรมองเพียงว่า 5 ต่อ 2 จะกลายเป็น 7 ต่อ 0 หรือไม่ และไม่ควรมองเพียงว่า ใครบ้างที่จะถูกส่งไปศาลฎีกา
แต่ควรมองให้ลึกกว่านั้น ว่า กกต.จะอธิบายมาตรฐานในการตัดสินใจครั้งนี้อย่างไร
เพราะถ้าผลออกมา เป็นการยุติเรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ กกต.จะต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เหตุใดหลักฐานจากกระบวนการก่อนหน้านี้ จึงไม่เพียงพอ
ถ้าส่งบางคนไปศาล ก็ต้องตอบว่า ทำไมคนเหล่านั้น จึงแตกต่างจากคนอื่น
และถ้าส่งทั้งหมด ก็ต้องอธิบายเช่นกันว่า หลักฐานที่เชื่อมโยงผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย คืออะไร
พูดง่ายๆ คือ ไม่ว่าผลจะออกหน้าไหน กกต. ก็หนีคำถามเรื่อง “มาตรฐาน” และ “ความโปร่งใส” ไม่พ้น
นี่คือหัวใจของ วันที่ 14 กันยายน เพราะท้ายที่สุดแล้ว คดีนี้ไม่ได้มีเดิมพันแค่จำนวนผู้ถูกกล่าวหา 229 คน
แต่มีเดิมพันอยู่ที่ ความน่าเชื่อถือขององค์กร ที่มีหน้าที่พิทักษ์ความสุจริตและเที่ยงธรรม ของการเลือกตั้ง
ถ้า กกต.อธิบายได้ว่า ใช้หลักกฎหมายเดียวกัน พิจารณาหลักฐานอย่างเป็นระบบ และมีเหตุผลรองรับทุกข้อสรุป
แม้คนบางฝ่ายจะไม่เห็นด้วยกับผล ก็ยังสามารถถกเถียงกันได้บนพื้นฐานของเหตุผล และกฎหมาย
แต่ถ้าผลออกมาแล้ว เหลือผู้ถูกกล่าวหาเพียงไม่กี่คน ขณะที่เหตุผลในการตัดพยานหลักฐานของชุดสอบสวนเดิม ไม่ชัดเจน
คำถามจะไม่ได้จบอยู่ที่ “มีสว. หรือนักการเมืองคนไหนรอดบ้าง?”
แต่มันจะย้อนกลับมาถาม กกต.ว่า แล้วมาตรฐานที่ใช้ตัดสินคดีนี้ คือมาตรฐานอะไร?
นั่นคือ วันที่ 14 กันยายน กกต. อาจไม่ได้กำลังตัดสินเพียงชะตาของ “คดีฮั้ว สว.” แต่กำลังตัดสินว่า “มาตรฐานของ กกต.” เป็นอย่างไร สังคมจะเชื่อมั่นใน กกต.ต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน!


