“ศุภชัย” ยัน กกต.มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ชี้ ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ที่จะส่งเรื่องต่อศาลเพียงอย่างเดียว
วันนี้ (12 ก.ย.) ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงถึงกรณีคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า เดิมทีไม่ได้ต้องการออกมาพูดเพิ่ม เนื่องจากมีการพูดคุยกันไปมากแล้ว ประกอบกับในวันจันทร์นี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการลงมติวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากเมื่อวานนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็น ซึ่งตนมีความเห็นแย้ง โดยมองว่า เป็นมุมมองส่วนตัว หรือความคิดในเชิงอัตตา ที่ระบุว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิด ให้ กกต. ส่งเรื่องต่อไปยังศาลทันที
นายศุภชัย กล่าวเน้นย้ำถึงกรอบอำนาจตามกฎหมายว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของ กกต. ว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นจริง ให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาล แต่ในทางกลับกัน กกต. ก็ยังมีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยเช่นกัน หากพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการกระทำผิด กกต. ย่อมมีสิทธิที่จะยกคำร้องและไม่ส่งเรื่องต่อศาลได้ ดังนั้น การออกมาพูดเพียงด้านเดียว จึงเป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น
นายศุภชัย ระบุเพิ่มเติมว่า กกต. ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ที่เมื่อกระบวนการไต่สวนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วจะต้องมีหน้าที่ส่งสำนวนต่อศาลเพียงอย่างเดียว แต่ กกต. มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยเรื่องราวต่างๆ ในทุกคดีอย่างแท้จริง ซึ่งที่ผ่านมา กกต. ก็ได้ใช้อำนาจตามหลักการนี้มาโดยตลอด ทั้งในการเลือกตั้ง สส. และการเลือกตั้งท้องถิ่น การจะใช้แรงกดดันมาบังคับให้ต้องส่งศาลทุกเรื่อง จึงไม่ถูกต้อง และควรร่วมกันเคารพการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้
สำหรับการดำเนินคดีอาญา ซึ่งมีโทษทางอาญานั้น นายศุภชัย ชี้ว่า จำเป็นต้องมีพฤติการณ์การกระทำความผิดที่ชัดเจน และต้องสามารถพิสูจน์ข้อหาเฉพาะบุคคลได้ตั้งแต่ นาย ก. นาย ข. ไปจนถึงผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ว่าใครทำผิดอะไร ที่ไหน และอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายเงินให้ใครหรือเมื่อใด ส่วนการอ้างพยานแวดล้อมเรื่องการพักอยู่ร่วมกันหรือการติดต่อทางโทรศัพท์นั้น ถือเป็นการทำให้สังคมเกิดความไขว้เขว ทั้งนี้ คณะทำงานชุดที่ 26 ไม่สามารถใช้วิธีฟ้องแบบเหวี่ยงแหรวมทุกรายโดยไม่แยกแยะพฤติการณ์เฉพาะบุคคลได้ เพราะเป็นกระบวนการที่ไม่ถูกต้องและอาจถูกฟ้องร้องกลับได้เช่นกัน
นายศุภชัย ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทย มีจุดยืนชัดเจนที่จะไม่ปกป้องบุคคลใดหากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง แต่สำหรับกรณีของกรรมการบริหารพรรคทั้ง 9 คน ที่เคยกล่าวถึงตั้งแต่ต้น ยืนยันว่า ไม่ได้มีส่วนรับรู้หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดใดๆ ทั้งสิ้น การออกมาชี้แจงในครั้งนี้จึงเป็นการทำหน้าที่เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงอีกด้านให้แก่ประชาชนและสังคมได้รับทราบ
ในช่วงท้ายสื่อมวลชนได้สอบถามถึงประเด็นที่จะมีเรื่องช็อกในวันที่ 14 กันยายนนี้นั้น นายศุภชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องรอติดตามดูว่าผลจะออกมาอย่างไร โดยขอให้ทุกฝ่ายตั้งสติและปล่อยให้กระบวนการเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย การพิจารณาของศาลถือเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ควรคาดหวังว่าทุกคนจะต้องถูกดำเนินคดีไปทั้งหมด และควรรอคำวินิจฉัยของ กกต. ให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างเหมาะสม


