เมื่อวันที่ 10 ก.ย.ณ เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ของไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้
การประชุมมีนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย ผู้แทนจาก ADB และสำนักเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากไทย ประกอบด้วย นางสาวศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการ สศช. ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในฐานะหัวหน้าคณะ CMGF ของไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม
ที่ประชุมรับทราบผลแผน IMT-GT ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2565–2569 และหารือแผน พ.ศ. 2570–2574 โดยมุ่งเปลี่ยนจากกิจกรรมระยะสั้นสู่โครงการข้ามพรมแดนที่มีเป้าหมายชัดเจน วัดผลได้ และสร้างประโยชน์ต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
นายธนฑิตย์กล่าวว่า “การประชุม IMT-GT ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น การเดินทางและขนส่งสินค้าข้ามแดนสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมทั้งสร้างงานและทักษะใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ในภาคใต้”
ความร่วมมือสำคัญประกอบด้วย
หนึ่ง อำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทางข้ามแดน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค หรือ CIQ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น การเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซียจะช่วยลดเวลาและต้นทุนขนส่ง เพิ่มความคล่องตัว และสร้างโอกาสแก่ธุรกิจชายแดน โลจิสติกส์ และชุมชน
สอง เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและโอกาสของเกษตรกร ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่ายางพารา น้ำมันปาล์ม อาหาร และสมุนไพร โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านน้ำมันปาล์มระหว่าง 3 ประเทศ ครอบคลุมการค้า ความยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทย
สาม เปิดตลาดให้ SMEs และอุตสาหกรรมฮาลาลไทย โดยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ ระบบรับรองมาตรฐาน และการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน ครอบคลุมอาหาร เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง แฟชั่น บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว เพื่อเข้าถึงตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตลาดมุสลิมทั่วโลก
สี่ กระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่เมืองรองและชุมชน ผ่านเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และรับผิดชอบ ช่วยเพิ่มรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสินค้าชุมชน
ห้า พัฒนาทักษะแรงงานและคุณภาพชีวิต ทั้งทักษะดิจิทัล วิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลตลาดแรงงาน ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และ 5G รวมถึงการพัฒนาเมืองสีเขียว ลดมลพิษ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลงทุนตามกรอบ SUDF
ทั้งนี้ นายธนฑิตย์ฯ เสนอให้พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridors เชื่อมโยงกับการดำเนินงานทั้ง 8 สาขาของ IMT-GT พร้อมกำหนดเป้าหมายและระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน และให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบ การลงทุน และการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้ตอบโจทย์ตลาดและประชาชน
สำหรับไทย IMT-GT จะเสริมบทบาทการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียน เชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและนราธิวาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 17 ในปี 2571 ซึ่งตรงกับปีที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน
“ความสำเร็จของ IMT-GT ต้องไม่วัดจากจำนวนการประชุมหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ลดลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลไทยจึงมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง” นายธนฑิตย์ กล่าว


