xs
xsm
sm
md
lg

“บิ๊กต่อ-ณัฐศักดิ์” ลูกหม้อ CIB บี้เหลือบศาสนา “สมีโชติ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ถ้าพูดถึงปฏิบัติการของกองปราบปราม ในการเข้าจับกุม “สมีโชติ” อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชื่อหนึ่งที่น่าสนใจ และไม่ควรมองข้ามก็คือ “พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย” หรือ “บิ๊กต่อ” ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

เพราะปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากกระแสข่าว หรือคลิปที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ในวันเดียว

แต่ตำรวจระบุว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจาก “เบาะแสของลูกศิษย์” ที่ส่งข้อมูลให้ตำรวจมาก่อนหน้านั้น
 
และข้อมูลดังกล่าวนำไปสู่การสืบสวนอย่างเงียบๆ ก่อนจะขยับเข้าสู่การขอหมายจับ และปฏิบัติการของกองปราบปราม ในเช้าวันที่ 10 กันยายน
 
คนที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการนี้ คือ “พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย” ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นั่นเอง
 
“บิ๊กต่อ” ไม่ใช่นายตำรวจที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง แล้วต้องเรียนรู้งานของตำรวจสอบสวนกลาง แต่เป็น “ลูกหม้อ CIB” เติบโตมากับสายงานตำรวจสอบสวนกลาง ผ่านงานทั้ง ด้านสืบสวน งานปราบปราม และคดีเศรษฐกิจ ก่อนจะขยับขึ้นเป็น รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
 
และในวาระแต่งตั้งที่ผ่านมา ก็ก้าวขึ้นมาเป็น ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำแหน่งที่ถือว่าเป็นหนึ่งในเก้าอี้สำคัญ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ


เพราะ CIB ไม่ได้มีแค่กองปราบ แต่ประกอบด้วยหน่วยงานที่รับผิดชอบคดีระดับประเทศจำนวนมาก
ตั้งแต่ คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ การคุ้มครองผู้บริโภค อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ ไปจนถึงคดีสำคัญที่ต้องใช้การสืบสวนเชิงลึก

ดังนั้น การขึ้นมาเป็น “ผบช.ก.” จึงไม่ใช่แค่การขึ้นมาคุม “กองปราบ” แต่คือการขึ้นมาคุมเครื่องจักรด้านการสืบสวน ของตำรวจสอบสวนกลางทั้งระบบ

เส้นทางของ “พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์” จึงน่าสนใจตรงที่ เขาไม่ได้มาจากสายบริหารเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านงานภาคสนามและงานสืบสวนมาหลายด้าน มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับคดีสำคัญ อย่าง คดียูฟัน และ คดีหุ้น MORE

ภาพของ “บิ๊กต่อ” ในสายตาตำรวจด้วยกัน จึงเป็นนายตำรวจที่มีทั้ง งาน“บู๊” และ “บุ๋น” คือสามารถทำงานปฏิบัติการได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจโครงสร้างคดี เอกสาร พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงิน

และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คดี “สมีโชติ” ถูกมองผ่านมิติที่มากกว่าเรื่องคลิปฉาว!

เพราะถ้าเราย้อนกลับไปดูต้นทางของคดี ข้อมูลจากตำรวจระบุว่าเรื่องนี้เริ่มต้นจากลูกศิษย์รายหนึ่ง ส่งเบาะแสให้ตำรวจ ประมาณเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา

ข้อมูลที่ส่งมาไม่ได้มีเพียงข้อกล่าวหา แต่มีทั้งคลิป และข้อมูลเกี่ยวกับทรัพย์สิน และเงินของวัด


จากนั้นตำรวจจึงนำข้อมูลไปตรวจสอบ และไม่ได้รีบออกปฏิบัติการทันที แต่ใช้วิธีสืบสวนอย่างเงียบๆ ตรวจสอบพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางเงิน รวบรวมข้อมูล จนกระทั่งสามารถขอศาลออกหมายจับได้ ก่อนที่กองปราบปรามจะบุกเข้าปฏิบัติการ

นี่คือวิธีการทำงานของตำรวจสอบสวนกลาง ที่แตกต่างจากภาพที่สังคมอาจเห็นจากหน้าจอ เพราะประชาชนเห็นเพียง “วันที่ตำรวจบุกจับ”

คดีนี้จึงทำให้เห็น “บิ๊กต่อ” ในอีกมุมหนึ่ง ไม่ใช่เพียงนายตำรวจที่ออกมาแถลงข่าวหลังการจับกุม และสะท้อนให้เห็นว่า เขากำลังใช้ประสบการณ์ของตำรวจสอบสวนกลางอย่างไร

นอกจากจับกุม “สมีโชติ” ตำรวจจะสาวไปถึงใครอีก เงินกว่า 90 ล้านบาท ที่ตำรวจตั้งข้อสงสัย มีเส้นทางไปที่ใด มีใครเกี่ยวข้องบ้าง และที่สำคัญ ลูกศิษย์ที่เป็นคนเปิดประตูให้ตำรวจเข้ามาเห็นเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น คือใคร และมีข้อมูลอะไรอยู่ในมือ อีกหรือไม่

คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบของ “บิ๊กต่อ”ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่าเขาจะพาคดี จาก “ข่าวฉาว”ไปสู่ “หลักฐาน” และ จากหลักฐานไปถึง “ตัวการที่แท้จริง” ได้สุดทางหรือไม่

เพราะนี่ต่างหาก คือ มาตรวัดฝีมือของคนคุม CIB