ต้องยอมรับว่า การที่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย “พิชิต ไชยมงคล” แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ “นิติธร ล้ำเหลือ” วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” อย่างมีนัยสำคัญ
โดยวันที่ 10 ก.ย.นี้ จะเป็นการเปิดเวทีสร้างแรงกดดัน ด้วยการเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล จากปัญหา “ยิวกร่าง” และวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นการวัดใจ กกต. ที่มีเครือข่ายสีน้ำเงินอยู่เบื้องหลัง ว่าจะมีการพิจารณา “คดีฮั้ว สว.” ออกมาอย่างไร
หาก กกต.ตัดตอน ไม่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ก็จะเป็นการเติมไฟ ยกระดับการชุมนุมให้ร้อนแรงขึ้น
เพราะ “คดีฮั้ว สว.” คือหนึ่งในปัญหาสำคัญ ของระบบการเมือง การปกครอง ที่ถูกคนกลุ่มหนึ่งทำให้กติกา บิดเบี้ยว เพื่อให้กลุ่มของตนเองได้รับประโยชน์
การประกาศ “ลงถนน”ของ “สนธิ” ในครั้งนี้ แม้“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี จะยังไม่ได้ออกมาตอบโต้โดยตรง แต่ก็มีการเคลื่อนไหวของบุคคลในรัฐบาลให้เห็นบ้างแล้ว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าช่วงต้นนี้ รัฐบาลจะยังไม่ใช้วิธี “เอากำลังเข้าสลาย” เพราะจะทำให้เกิดภาพว่า “รัฐบาลกำลังปิดปากและปิดหูปิดตาประชาชน”!
ดังนั้น การตอบโต้จากรัฐบาลในช่วงนี้ จะเป็นไปในลักษณะลดความชอบธรรมของผู้นำม็อบ เหมือนที่ “สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาให้สัมภาษณ์นำร่อง
“สุชาติ” บอกว่า“สนธิ” จะทำประเทศถอยหลังกลับเข้าสู่บรรยากาศความขัดแย้งเหมือนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบความเชื่อมั่นการลงทุน
“สุชาติ” เลี่ยงที่จะพูดถึงปัญหาในการบริหารประเทศ ที่มีทั้งเรื่องทุนเทา ค่าครองชีพ การทุจริต คอร์รัปชัน ใช้อำนาจมิชอบในหมู่นักการเมือง และข้าราชการ เรื่องฮั้วสว. ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นมูลเหตุที่ประชาชนสุดทน จนต้องออกมาเคลื่อนไหว
ที่สำคัญ “สุชาติ” มีประสบการณ์ทางการเมือง และการจัดมวลชน ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักสนามการเมืองมวลชน แถมบรรดานักการเมืองบ้านใหญ่ที่อยู่ในมุ้งของเขาก็ล้วนแล้วแต่ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน
ดังนั้น การที่เขาเปิดหน้าออกมาชน “สนธิ” จึงไม่ใช่เป็นการ “หลุดปาก” หากแต่เป็นการเปิดปฏิบัติการในฐานะ “หัวหมู่ทะลวงฟัน”
อย่างไรก็ตาม คำถามที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่า แล้วรัฐบาลจะพลิกจากฝ่ายตั้งรับ มาเป็นรุก ได้อย่างไร ?!
ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลภูมิใจไทย ถนัดนักกับการใช้ “กฎหมาย” ตอบ...ไม่ใช้ “การเมือง”โต้
“ภูมิใจไทย” เดินเกมฟ้อง “สนธิ”ในข้อหาหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาแล้ว และเชื่อว่าหลังจากนี้ คดีก็คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ต่างกรรม ต่างวาระ !
แม้จะรู้ว่า “สนธิ” ไม่กลัวถูกฟ้อง แต่นั่นเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนเกมจาก “สนธิกล่าวหารัฐบาล” เป็น “รัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย กล่าวหาสนธิ ว่าทำให้พรรคเสียหาย”
และคำพูดที่ฝ่ายรัฐบาลจะพูด จนเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง คือ “เราไม่ได้ห้ามประชาชนชุมนุม แต่อย่าละเมิดกฎหมาย ถ้ากล่าวหาใคร ก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย”
นอกจากการใช้กฎหมายแล้ว การเปิด “เกม IO” ก็จะหนักขึ้น!!
เมื่อพูดถึง “เกม IO” ภาพของ “ทองเจือ ชาติกิจเจริญ” ก็จะลอยเด่นขึ้นมาทันที และนี่เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่ต้องจับตา
“ทองเจือ” มีประวัติทำงานด้านสื่อ และมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับ “เครือข่ายเนวิน” มายาวนาน แถมในปัจจุบันยังเป็นหนึ่งในคณะที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีด้วย
บทบาทของ “ทองเจือ” ไม่ใช่เปิดหน้าลงไปสู้กับ “สนธิ” ด้วยตัวเอง แต่เขาจะเป็นคนกำกับ ควบคุมสนามข่าว และสนามข้อมูล
เพราะ “ทองเจือ” เป็น “นักจัดสนาม” มากกว่าเป็นนักพูด!
ว่ากันว่า การเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล จาก “รัชดา ธนาดิเรก” เป็น “เอกภพ เพียรพิเศษ” นี่ก็มาจากทองเจือ
“ทองเจือ” เคยทำสื่อ เข้าใจวิธีทำงานของสื่อ และการสร้างประเด็น การดึงความสนใจของสังคม และนี่เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสงครามรอบนี้ ไม่ใช่สงครามม็อบอย่างเดียว
แต่มันมีทั้งการข่าว มีคลิป มีการเคลื่อนไหวในโซเชียล มีปฏิบัติการ IO มีกระแสตอบโต้ และจะมีประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้นออยู่ตลอดเวลา
สมมุติว่า “สนธิ” พูดเรื่องหนึ่งตอนเช้า ฝ่ายรัฐบาลไม่จำเป็นต้องส่งรัฐมนตรีมาตอบทุกครั้ง แต่อาจใช้ เพจ ใช้สื่อในเครือข่าย ใช้อินฟลูเอนเซอร์ นักการเมือง นักกฎหมาย นักวิชาการ ผู้สนับสนุนทางออนไลน์ ช่วยกันสร้าง “อีกเรื่องหนึ่ง” ขึ้นมาแทน
เป็นการแย่งพื้นที่ความสนใจ จัดสนามรบใหม่ นี่คือสิ่งที่ “ทองเจือ”ถนัด !
จะมี “อินฟลูฯ” ที่มีฐานของผู้ติดตาม ซึ่งเป็นคนในเครือข่าย อย่างเช่น “โจ มณฑานี” หรือ “โบว์ ณัฏฐา” หรือพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ในกลุ่ม “ทอปนิวส์” ออกมารับลูก แสดงความเห็น สร้างวาทกรรม ควบคู่กันไป
แต่ถ้ามอง ถึงเรื่องความน่าเชื่อถือของตัวละคร... ฝ่าย“สนธิ”น่าจะได้เปรียบฝ่ายรัฐบาล จากความจริงที่มีหนึ่งเดียว ที่สามารถตีแผ่ออกมาให้เห็นไส้ใน และ“สนธิ” ยังมีมีประวัติ เป็นผู้นำมวลชนตัวจริง เสียงจริง เคยนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มาแล้ว และรู้จักหยิบ “ประเด็นใหญ่” ให้คนรู้สึกว่าเป็นเรื่องของประเทศชาติ มาตีแผ่บนเวที
ใครที่คิดว่า “สนธิ” แก่แล้ว มวลชนหมดแล้ว นั่นอาจเป็นการประเมินที่ผิดพลาดก็ได้ ยิ่งถ้าหากย้อนดูการเคลื่อนไหวของ “สนธิ” ที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่า ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง
ต้องดูว่า “สนธิ” สามารถดึงคนรุ่นใหม่ คนเสื้อเหลืองเดิม คนที่ไม่เอารัฐบาล คนที่ไม่พอใจเรื่องทุนเทา คนที่ไม่พอใจคดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดง คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ ให้มาร่วมเวทีเดียวกันได้หรือไม่
ถ้าได้…มันจะไม่ใช่ “ม็อบสนธิ” อีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น “ม็อบต่อต้านรัฐบาล” ซึ่งมีความหมายต่างกันมหาศาล!
อย่างไรก็ตาม เกมสำคัญที่อยู่ตรงหน้าในขณะนี้ คือ “14 กันยายน” ที่ กกต.เป็น “คนถือไม้ขีด”
ผลการพิจารณา “คดีฮั้ว สว.” จะเป็นตัวกำหนดว่า เกมหลังจากนั้น จะเดินไปในทิศทางไหน
ถ้า กกต. ส่งคดีให้ศาลฎีกาอย่างมีนัยสำคัญ แรงกดดันจาก “สนธิ” อาจจะลดลงในระดับหนึ่ง เพราะรัฐบาลสามารถพูดว่า ตอนนี้ “กระบวนการยุติธรรมกำลังทำงาน”
แต่ถ้า กกต. ส่งแค่ชื่อผู้สมัคร หรือ สว.ระดับล่างเพียงบางส่วน โดยไม่แตะนักการเมืองที่เป็น สส. เป็นรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย... ตรงนี้ จะมีคำถามตามมาทันทีว่า “แล้วทำไมคนอื่นถึงไม่ส่ง?”
และถ้า กกต. “ปล่อยผี” จำนวนมาก หรือไม่ส่งฟ้องเลย นี่ก็ไม่ต่างจากโยนไม้ขีด ลงบนน้ำมัน
เพราะจากความไม่พอใจในรัฐบาล จะเปลี่ยนเป็น “ประชาชนไม่เชื่อมั่นองค์กรอิสระ” ที่มีเครือข่ายสีน้ำเงินอยู่เบื้องหลัง ทันที
จากนั้นการชุมนุม ก็จะไม่ใช่เรื่องของ “สนธิ” คนเดียวอีกต่อไป !


