ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย, สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช) กล่าวถึง ผลการประเมิน PISA 2025 ที่ OECD ประกาศเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ว่า นับเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย หลังจาก
ผลการประเมิน PISA 2022 ตกลงสู่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ในทั้งสามด้าน คราวนี้คะแนนของนักเรียนไทยอายุ 15 ปีปรับตัวดีขึ้นพร้อมกันทั้งสามด้าน โดยคณิตศาสตร์เพิ่มจาก 394 เป็น 407 คะแนน การอ่านเพิ่มจาก 379 เป็น
392 คะแนน และวิทยาศาสตร์เพิ่มจาก 409 เป็น 432 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 13, 13 และ 23 คะแนนตามลำดับ
OECD เองก็ยืนยันว่าผลของประเทศไทยในปี 2025 สูงขึ้นจากปี 2022 ทั้งสามด้าน อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในระยะยาว
OECD ระบุด้วยว่าการฟื้นตัวครั้งนี้เป็นเพียงการย้อนกลับขึ้นมาบางส่วนจากความสูญเสียก่อนหน้า และคะแนนการ
อ่านและวิทยาศาสตร์ยังต่ำกว่าระดับที่ประเทศไทยเคยทำได้ในอดีต (เช่น เมื่อเทียบกับผลเฉลี่ยในปี 2000 ถึง 2015)
PISA 2025 เป็นการประเมินครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ OECD เริ่มโครงการ PISA มีนักเรียนกว่า 760,000 คนจาก 91
ประเทศและเขตเศรษฐกิจ เข้าร่วม เป็นตัวแทนนักเรียนอายุ 15 ปีประมาณ 33 ล้านคนทั่วโลก โดยมีนักเรียนไทยเข้า
สอบทั้งหมด 8,547 คน จาก 273 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยการสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีมาตรฐานโดย OECD และประเทศ
จีนที่ไม่ได้เข้าสอบในปี 2022 ปล่อยให้สิงคโปร์ขึ้นไปเป็นอันดับหนึ่ง ปีนี้ก็ได้กลับมาทวงแชมป์คืนอีกตามคาด
ความสำเร็จที่ควรให้เครดิต
ก่อนอื่น ผมคิดว่าเราควรแสดงความยินดีและให้เครดิตแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลที่ดีขึ้นในครั้งนี้อย่างเป็นธรรม
ภายหลังผล PISA 2022 ที่น่าตกใจ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้อย่างจริงจัง มีการจัดตั้งคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รวมทั้งตั้งคณะทำงานเพื่อยกระดับผล PISA โดยเฉพาะ มีการจัดทำชุดพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์รวม 17เล่ม ตลอดจนเร่งเผยแพร่แนวทางและกิจกรรมไปยังโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อเตรียมนักเรียนกลุ่มเป้าหมายสำหรับ PISA 2025
เมื่อมีการลงมือทำอย่างจริงจังแล้วคะแนนดีขึ้น เราไม่ควรปฏิเสธความสำเร็จนั้น อย่างน้อยที่สุด ผล PISA 2025 แสดงให้เห็นว่า เมื่อประเทศไทยกำหนดเป้าหมายชัดเจน ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมุ่งพัฒนาทักษะที่ PISA ต้องการอย่างจริงจัง เราสามารถพยุงและยกระดับผลการประเมินขึ้นจากจุดต่ำสุดได้ แต่คำถามสำคัญกว่านั้นคือคะแนน PISA ที่ดีขึ้น หมายความว่าการศึกษาไทยดีขึ้นแล้วหรือยัง?
ผมคิดว่าเรายังตอบเช่นนั้นไม่ได้
หนึ่งจุดที่ขยับขึ้น ยังไม่ใช่แนวโน้ม
หากมองเรื่องนี้ด้วยวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์ การเพิ่มขึ้นของคะแนนจากการวัดเพียงครั้งเดียวยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์
ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบอย่างถาวร
ข้อมูลหนึ่งจุดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มใหม่ก็ได้ แต่อาจเกิดจากผลของมาตรการเฉพาะกิจ ความแตกต่างของ
กลุ่มผู้เข้าสอบ หรือความแปรผันระหว่างการประเมินแต่ละรอบก็ได้ เราจำเป็นต้องเห็นผลใน PISA รอบต่อ ๆ ไปว่า
การเพิ่มขึ้นนี้สามารถดำรงอยู่และพัฒนาต่อเนื่องหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น มาตรการที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาเป็นการมุ่งมาตรการแทรกแซงเฉพาะกลุ่มและเฉพาะกิจ ที่มุ่งไปยัง
นักเรียนในช่วงอายุ 15 ปี และระดับชั้นที่กำลังจะเข้าสู่การประเมิน PISA โดยเฉพาะ แม้การเตรียมการจะเริ่มขยายไป
ยังนักเรียนรุ่นถัดไปแล้วก็ตาม แต่โดยธรรมชาติของมาตรการที่เลือกมาใช้ดังกล่าว ถือว่าเป็นมาตรการเฉพาะกรณี ที่ยังไม่อาจถือเป็นการปฏิรูปหลักสูตร การเรียนการสอน การพัฒนาครู และระบบการเรียนรู้ของเด็กไทยตั้งแต่ต้นทาง ทั้งระบบ หรืออีกนัยหนึ่ง ยังไม่ถือว่าเป็นกระบวนการปฏิรูปการเรียนรู้ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นโดยทั่วทั้งระบบ
การศึกษาเพื่อทำให้การศึกษาไทยเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง
เราจึงควรแยกความสำเร็จสองเรื่องออกจากกันให้ชัดเจน
“คะแนน PISA ฟื้นตัว” ยังไม่ได้ชี้ว่า “ระบบการศึกษาฟื้นตัว”
คะแนนสูงขึ้น แต่ยังต่ำกว่า OECD มาก ข้อเท็จจริงประการที่สองที่ไม่ควรถูกกลบด้วยข่าวดีคือ แม้คะแนนของไทยจะเพิ่มขึ้น แต่เด็กไทยยังทำคะแนนต่ำกว่า
ค่าเฉลี่ย OECD ซึ่งหมายความว่าเป็นคะแนนเฉลี่ยของทั้งโลก ทั้งสามด้านอย่างชัดเจน
คณิตศาสตร์ ไทยได้ 407 ขณะที่ OECD เฉลี่ย 463 คะแนน การอ่าน ไทยได้ 392 ขณะที่ OECD เฉลี่ย 461 คะแนน
วิทยาศาสตร์ ไทยได้ 432 ขณะที่ OECD เฉลี่ย 482 คะแนน การแก้ปัญหาเชิงคำนวณ (วิชาใหม่ที่เพิ่งสอบครั้งนี้) ไทย
ได้ 476 คะแนน ขณะที่ OECD เฉลี่ย 500 คะแนน
เท่ากับว่าเรายังตามหลังค่าเฉลี่ย OECD อยู่ประมาณ 50–70 คะแนน
หากนำคะแนนทั้งสี่ด้านมาเฉลี่ยอย่างง่าย คะแนนของไทยอยู่ที่ประมาณ 427 คะแนน (เฉลี่ยของ OECD 477 คะแนน)
และเมื่อเรียงเชิงพรรณนากับประเทศและเขตเศรษฐกิจที่มีข้อมูลครบ ไทยอยู่ประมาณ กลางค่อนไปทางล่างของ
ตารางโลก โดยถ้าดูเพียงลำดับคะแนนที่เป็นที่ประจักษ์จะพบว่าประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 53 จากบรรดา 91 ประเทศ
หรือระบบเศรษฐกิจที่เข้าสอบ แต่ทั้งนี้ต้องเน้นว่า OECD ไม่ได้จัด “อันดับรวม” อย่างเป็นทางการจากค่าเฉลี่ยสี่วิชา
และความแตกต่างระหว่างประเทศที่มีคะแนนใกล้กันอาจไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จึงไม่ควรให้น้ำหนักกับตัวเลขอันดับ
มากกว่าคะแนนและระดับความสามารถ (proficiency) ที่ OECD มุ่งวัดจริง
แต่สิ่งที่ผมเห็นว่าน่ากังวลยิ่งกว่าคะแนนเฉลี่ย คือการกระจายตัวของเด็กไทยตาม ระดับความสามารถ ของ PISA เด็กไทยส่วนใหญ่ยังไม่ถึงระดับความสามารถขั้นต่ำ (Baseline Proficiency)
OECD ไม่ได้ใช้ PISA เพียงเพื่อจัดอันดับประเทศ แต่แบ่งความสามารถของนักเรียนออกเป็นระดับต่าง ๆ 1 ถึง 6 โดย
ถือ ระดับ 2 เป็นระดับความสามารถขั้นต่ำสุด (baseline proficiency) หรือระดับพื้นฐานที่นักเรียนควรมีเพื่อสามารถนำความรู้ไปใช้ในการเรียนรู้ต่อ การทำงาน และการดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความหมาย
ผล PISA 2025 พบว่า เด็กไทยที่สามารถขึ้นถึง ระดับ 2 หรือสูงกว่ามีเพียง 41% ในคณิตศาสตร์ 41% ในการอ่าน และตัวเลขอาจดีหน่อยสำหรับวิทยาศาสตร์ คือมีถึง 59%เมื่อกลับตัวเลขอีกด้านหนึ่งจึงหมายความว่า เด็กไทยยังอยู่ ต่ำกว่า ระดับ 2 กลับมีเป็นจำนวนมาก ได้แก่ 59% ในคณิตศาสตร์ 59% ในการอ่าน และ 41% ในวิทยาศาสตร์
เปรียบเทียบกับ OECD ซึ่งมีเด็กถึง ระดับ 2 หรือสูงกว่าประมาณ 65% ในคณิตศาสตร์ 69% ในการอ่าน และ 74%
ในวิทยาศาสตร์
นี่ต่างหากที่ควรเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดจาก PISA 2025 แล้วเด็กไทยที่ “ต่ำกว่า ระดับ 2” หมายความว่าอย่างไร? ตัวเลขนี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่า ระดับ 2 วัดอะไร ในด้าน การอ่าน เด็กที่ถึง ระดับ 2 สามารถหาใจความสำคัญของข้อความที่มีความยาวปานกลาง ค้นหาข้อมูลตาม เงื่อนไขที่กำหนด และพิจารณาจุดประสงค์หรือรูปแบบของข้อความเมื่อได้รับคำชี้นำได้
ดังนั้น การอยู่ต่ำกว่า ระดับ 2 ไม่ได้หมายความว่าเด็กอ่านหนังสือไม่ออก เด็กอาจอ่านข้อความง่าย ๆ เข้าใจประโยค
ตรงไปตรงมา หรือค้นหาข้อมูลที่ปรากฏชัดเจนได้ แต่ยังไม่สามารถแสดงความสามารถได้อย่างสม่ำเสมอเมื่อข้อความ
ซับซ้อนขึ้น เมื่อต้องอ่านแบบจับใจความ เชื่อมโยงข้อมูลหลายส่วน แยกข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกจากข้อมูลรบกวน หรือ
พิจารณาว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร
ในชีวิตจริง นี่คือความแตกต่างระหว่างเพียง “อ่านตัวหนังสือได้” กับ “ใช้สิ่งที่อ่านเพื่อคิดและตัดสินใจได้”
คนที่มีข้อจำกัดเช่นนี้อาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่นเมื่อต้องอ่านคำแนะนำการใช้ยา
ทำความเข้าใจสัญญาหรือเงื่อนไขทางการเงิน เปรียบเทียบข้อมูลจากหลายแหล่ง อ่านข่าวแล้วแยกข้อเท็จจริงออกจาก
ความคิดเห็น หรือประเมินข้อมูลบน social media และ AI ว่าน่าเชื่อถือเพียงใด
ในด้าน คณิตศาสตร์ ระดับ 2 หมายถึงเด็กสามารถมองสถานการณ์ง่าย ๆ ในชีวิตจริงแล้วนำคณิตศาสตร์มาใช้
แก้ปัญหาได้ แม้โจทย์จะไม่ได้บอกวิธีทำทุกขั้นตอน เช่น การเปรียบเทียบระยะทาง การแปลงหน่วยหรือสกุลเงิน หรือ
ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณประกอบการตัดสินใจ
ดังนั้นเด็กที่ต่ำกว่า ระดับ 2 อาจทำการคำนวณตรงไปตรงมาเมื่อมีสูตรหรือวิธีทำให้ แต่มีข้อจำกัดเมื่อต้องตัดสินใจเอง
ว่า สถานการณ์นี้ต้องใช้คณิตศาสตร์อะไร และใช้อย่างไร
เมื่อนำไปสู่ชีวิตจริง นั่นอาจหมายถึงความยากลำบากในการเปรียบเทียบราคาหรือโปรโมชั่น คำนวณดอกเบี้ยและ
หนี้สิน อ่านกราฟทางเศรษฐกิจ ประเมินความเสี่ยง หรือใช้ข้อมูลตัวเลขประกอบการตัดสินใจ
ส่วน วิทยาศาสตร์ ระดับ 2 หมายถึงเด็กเริ่มสามารถใช้ความรู้วิทยาศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ที่คุ้นเคย ประเมินการ
ออกแบบการทดลองอย่างง่าย และใช้ข้อมูลจากตารางหรือกราฟเพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสม
เด็กที่ต่ำกว่า ระดับ 2 จึงอาจจำข้อเท็จจริงหรือคำศัพท์วิทยาศาสตร์บางอย่างได้ แต่มีข้อจำกัดเมื่อต้อง นำความรู้นั้นไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ ใช้หลักฐานตัดสินระหว่างคำอธิบายหลายแบบ หรือประเมินว่าข้อกล่าวอ้างหนึ่งมีหลัก
ฐานรองรับหรือไม่
ในโลกปัจจุบัน ความสามารถเช่นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี พลังงาน
วัคซีน อาหาร และข้อมูลวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาลที่ประชาชนได้รับผ่านสื่อทุกวัน
ดังนั้น เมื่อเด็กไทย 59% ในการอ่านและคณิตศาสตร์ยังอยู่ต่ำกว่าเส้นนี้ เราจึงยังไม่ควรประกาศชัยชนะ ยิ่งเมื่อมองยอดบนของระบบก็ยิ่งน่าคิด เด็กไทยที่ขึ้นถึง ระดับ 5–6 มีเพียงประมาณ 1% ในคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และแทบไม่มีเลยในการอ่าน ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ประมาณ 8%, 7% และ 6% ตามลำดับ
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ปัญหาของไทยเกิดทั้งที่ ฐานพีระมิด ซึ่งมีเด็กจำนวนมากยังไม่ถึงขีดความสามารถขั้นพื้นฐาน
และที่ ยอดพีระมิด ซึ่งเรามีเด็กที่สามารถคิดและประยุกต์ความรู้ในระดับสูงจำนวนน้อยมาก ปัญหาจึงไม่ใช่เพียง “คะแนนสอบต่ำ” นี่คือประเด็นที่ผมคิดว่าสังคมไทยควรให้ความสำคัญ
ถ้าเด็กอายุ 15 ปีเกือบ 6 ใน 10 คน ยังไม่ถึงขีดความสามารถพื้นฐานในการอ่านและคณิตศาสตร์ ปัญหาไม่ได้จบลง เมื่อเด็กเดินออกจากห้องสอบ PISA เด็กเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นนักเรียนมัธยมปลาย นักศึกษา แรงงาน ผู้บริโภค ผู้เสียภาษี และพลเมืองของประเทศ
โลกที่พวกเขากำลังดำเนินเข้าไปหากลับเป็นโลกที่ต้องอ่านข้อมูลจำนวนมหาศาล วิเคราะห์ตัวเลข แยกข้อเท็จจริงออก
จากข้อมูลเท็จ ประเมินหลักฐาน ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี และตัดสินใจท่ามกลางข้อมูลที่ AI สามารถสร้างขึ้นได้อย่าง
ไม่จำกัด
ดังนั้น “ต่ำกว่าระดับ 2” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “คะแนนสอบไม่ผ่าน” แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงข้อจำกัดของทุนมนุษย์ในอนาคตเรียนรู้ และนี่คือเหตุผลที่แม้ PISA 2025 จะเป็นข่าวดีเมื่อเทียบกับปี 2022 ประเทศไทยก็ยังอยู่ใน พื้นที่อันตรายของการ
เราอาจดีใจกับการที่คะแนนขยับขึ้นได้ แต่ยังไม่ควรดีใจจนลืมถามว่า ทำไมหลังจากเด็กอยู่ในระบบการศึกษามาเกือบสิบปี เด็กไทยเกือบหกในสิบคนจึงยังไม่ถึงขีดความสามารถขั้นต่ำในการอ่านและคณิตศาสตร์?
คำถามนี้ต่างหากที่ต้องนำเราออกจากการ “ยกระดับคะแนน PISA” ไปสู่การ ปฏิรูประบบการเรียนรู้ของประเทศ
จากการยกระดับ PISA สู่การยกระดับการเรียนรู้
บทเรียนจาก PISA 2025 จึงไม่ควรเป็นว่า “วิธีเตรียมเด็กสอบ PISA ของเราประสบความสำเร็จ ดังนั้นให้ทำเช่นเดิม
ต่อไป”
แต่ควรเป็นว่า “เมื่อการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งความฉลาดรู้ การคิด และการประยุกต์ความรู้ สามารถช่วยให้เด็กทำ PISA
ได้ดีขึ้น เหตุใดเราจึงไม่ทำเช่นนั้นกับเด็กไทยทุกคน ตั้งแต่ต้นทางของระบบ?”
นี่คือจุดที่ประเทศไทยต้องก้าวจากการเข้าไปจัดการกับ PISA ไปสู่ การปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบ เราต้องเปลี่ยนตั้งแต่หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การพัฒนาครู และการประเมินผล โดยลดการศึกษาที่เน้นการถ่ายทอด-บอกเล่าและจดจำเนื้อหา แล้วเพิ่มการเรียนรู้ที่ทำให้เด็กตั้งคำถาม สืบค้น ใช้หลักฐาน คิดเชิงปริมาณเชื่อมโยงความรู้หลายศาสตร์ ทดลอง ออกแบบ และแก้ปัญหา
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ต้องนำรูปแบบ STEM หรือ STEM mindset เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการเรียนรู้ ไม่ใช่ทำ STEM เป็นกิจกรรมพิเศษของเด็กบางกลุ่มหรือเป็นเพียงการรวมวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์เข้าด้วยกัน และต้องทำตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงมัธยม ไม่ใช่รอจนเด็กอายุ 14–15 ปีแล้วจึงเริ่มเตรียมตัวเพื่อการประเมิน PISA
PISA 2029 จะยิ่งเป็นคำเตือน
ประเทศไทยยิ่งไม่มีเวลาที่จะพอใจกับผลครั้งนี้ เพราะ PISA 2029 ที่จะถึงในอีก 2-3 ปีข้างหน้า กำลังเปลี่ยนโจทย์อีก
ครั้ง นอกจากการอ่านซึ่งจะเป็นวิชาหลักแล้ว OECD ยังเตรียมประเมินความรู้ด้านสื่อและปัญญาประดิษฐ์ (Media
and Artificial Intelligence Literacy, MAIL) ซึ่งจะทดสอบความสามารถในการเข้าถึง วิเคราะห์ ประเมิน และสร้าง
ข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่มีสื่อดิจิทัลและ AI รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลและใช้
เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ
ทักษะเช่นนี้ “ติว” ในช่วงก่อนสอบได้ยากกว่าการทำความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบมาก เพราะต้องเกิดจากวิธีคิด
และวิธีเรียนรู้ที่ได้รับการพัฒนาสะสมมาเป็นเวลาหลายปี
จึงควรยินดีกับ PISA 2025 — แต่ไม่ควรหยุดอยู่ที่ความยินดี
คะแนนที่เพิ่มขึ้น 13, 13 และ 23 คะแนนเป็นกำลังใจ และผู้ที่ทำงานเพื่อให้เกิดผลดังกล่าวสมควรได้รับเครดิตแต่ในฐานะประเทศ เราต้องถามต่อว่า จะทำอย่างไรให้จุดที่ขยับขึ้นในปี 2025 ไม่ใช่เพียงจุดหนึ่งบนกราฟ แต่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มใหม่ที่ยั่งยืนคำตอบไม่น่าจะอยู่ที่การเตรียมเด็กอายุ 15 ปีให้ทำ PISA ได้ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว
คำตอบอยู่ที่การทำให้ เด็กไทยทุกคนเรียนรู้ได้ดีขึ้น ตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่ระบบการศึกษา หากเราทำได้ เมื่อถึง PISA 2029 และรอบต่อ ๆ ไป เราจะไม่ต้องถามอีกว่าคะแนนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการเตรียมสอบ หรือไม่ เพราะคะแนนที่ดีขึ้นจะเป็นเพียงผลตามธรรมชาติของระบบการศึกษาที่ดีขึ้นจริงเป้าหมายจึงไม่ควรเป็นเพียง “ยกระดับคะแนน PISA”แต่ต้องเป็น “ยกระดับความสามารถของเด็กไทย”เมื่อทำอย่างหลังได้ อย่างแรกจะตามมาเอง


