xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน” เปลี่ยนเกม ผ่อนแรงเลี่ยงปะทะลดแรงต้านรอบทิศทาง!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ
เมืองไทย 360 องศา

หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ก็ทำหน้าที่ครั้งแรกทันที อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากเนื้อหาและท่าทีแล้วทำให้ต้องประเมินกันใหม่ได้ทันทีว่า นี่คือการ “ปรับแนวทาง” ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ชัดเจนขึ้น นั่นคือการ “เลี่ยงการปะทะ” โดยตรง ไม่ตอบโต้แบบรุนแรง ขณะเดียวกันยังแสดงท่าทีให้เห็นว่า รัฐบาลเน้นการรับฟัง และอ้างว่าทุกกรณีไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ ขณะที่ปัญหาที่ถูกกล่าวหาล้วนปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และการพิจารณาขององค์กรอิสระที่ไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้

นพ.เอกภพ กล่าวถึงกรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหวแถลงประกาศทวงคืนประเทศไทย ขับไล่ทุนเทาต่างประเทศที่แอบแฝงทำธุรจกิจต่างๆ ว่า เรื่องของนายสนธิ หรือว่าใครก็ตามที่ออกมาตั้งประเด็น ให้ประเด็นหรือชี้แนะเรื่องอะไรต่างๆนั้น ในส่วนของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รวมถึงตนเองถือว่า ต้องแสดงความขอบคุณในคำชี้แนะเรื่องต่างๆ

“อย่างที่คุณสนธิออกมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปราบทุนเทา รัฐบาลก็ให้ความจริงจังและดำเนินการ ซึ่งคิดว่าเป็นรัฐบาลแรก และเป็นรัฐบาลเดียวที่ทำเรื่องทุนเทาเยอะสุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยึดทรัพย์ หรือการจดทะเบียนบริษัทและตรวจสอบ ซึ่งจะเห็นชัดว่า กิจการพวกนี้ลดลง นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้ไปดำเนินการในการเพิกถอน พื้นที่ของนอมีนี และต่างชาติที่ทำผิดในประเทศไทย ขณะที่นายกรัฐมนตรี ก็เซ็นเนรเทศ ออกนอกประเทศไปแล้ว ตรงนี้ผมเห็นว่า รัฐบาลทำเยอะ”

ส่วนคดีต่างๆ ที่มีการโจมตีมายังพรรคภูมิใจไทย หรือคนในรัฐบาล ซึ่งมันอยู่ในกระบวนการทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้วสว. ที่อยู่ในคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งจริงๆ แล้วอยู่ในกระบวนการ รวมถึงเรื่องที่ดินเขากระโดงก็อยู่ในกระบวนการฟ้องของศาลแล้ว ทุกอย่างรัฐบาลให้อยู่ในกระบวนการ ซึ่งตนไม่เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยหรือคนที่อยู่ในองคาพยพ พรรคภูมิใจไทย หรือคนในรัฐบาล ออกมากดดันหน่วยงานหรือองค์กรหรือกระบวนการต่างๆ ก็ให้ดำเนินการไป อะไรผิดก็ว่าไปตามผิด ถ้ามองในภาพรวมจะเห็นว่า รัฐบาลตั้งใจทำ


เขายกตัวอย่างกรณีเจอการโกงข้อสอบเข้ารับราชการ ซึ่งเราไม่ใช่คนทำ แต่เป็นคนเจอ เมื่อเจอแล้วก็สอบสวนและนำไปสู่การจัดการดำเนินการ เมื่อเสร็จแล้วเห็นว่ายังมีปัญหาทางกฎหมายที่ยังเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ครบวงจร ก็ไปแก้ตรงนั้น อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณคนที่คอยติดตามงานและเข้าใจว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานอาจทำไปแล้วและโดนแยกส่วนไปอาจจะโดนแยกส่วนไป ทำให้ผู้ติดตามอาจไม่เห็นภาพรวม ว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ดังนั้น ก็เป็นหน้าที่ของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะนำภาพที่ทำมาสื่อสารแม้กระทั่งเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีการพูดกัน ความจริงรัฐบาลทำมาก่อนแล้ว โดยเมื่อเดือนที่แล้ว นายกรัฐมนตรีได้เซ็นตั้งคณะทำงานขึ้นมา และเพิ่งมีการประชุมกันไปแล้ว อีกทั้งมีการปรับขออนุญาต การจองใช้ไฟ ซึ่งจะต้องมีการจ่ายค่ามัดจำตามจำนวนไฟ เพื่อให้การไฟฟ้าไปเตรียมระบบก่อน โดยที่ไม่ต้องควักกระเป๋าของรัฐบาลหรือองค์กรของรัฐต้องไม่ไปลงทุนให้เขา ในส่วนกฎ ระเบียบ ที่ยังมีความไม่ชัดเจนที่ต้องแก้ไข เราก็ดำเนินการฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างเราดำเนินการอยู่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวด้วยว่า สิ่งที่อยากจะสื่อสาร ทุกคนมีสิทธิแสดงออกทางการเมืองได้ ไม่ว่ากลุ่มไหนก็ตาม แต่ทุกคนต้องคิดว่าประชาชนอยากจะได้รับสิ่งดีๆ ซึ่งประเทศชาติตอนนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ในประเทศและไม่ได้อยู่ในการเมือง แต่ปัญหาใหญ่เกิดจากนอกประเทศที่การรบกันยังไม่จบ ปัญหาภัยพิบัติทั่วโลกและปัญหาโรคระบาดที่จะมาอีกเมื่อไหร่ไม่รู้ ซึ่งปัญหาที่ท้าทายในโลกนี้ มีเยอะมาก หากเรายังไม่จบเรื่องการแบ่งแยกประชาชน หรือการทำให้ประชาชนไม่ได้รู้สึกว่าเราต้องมารวมกัน ตรงนี้คิดว่าเป็นโอกาสที่น่าเสียดาย

จากคำพูดและท่าทีดังกล่าวของรัฐบาล ทำให้สังเกตได้ว่า พวกเขากำลังใช้วิธี “อ่อนเข้าสยบ” แทนการตอบโต้โดยตรง แต่หากพิจารณากันตามความเป็นจริงแล้วนี่คือ “ยุทธวิธี”ล่าสุดที่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นำมาใช้ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับแรงกดดันทุกทาง อันเนื่องมาจาก “ความล้มเหลว” การปล่อยปละละเลยทำให้ปัญหาทุกอย่างบานปลาย หรือ บางครั้งเมื่อปัญหาลุกลามใหญ่โตแล้ว เพิ่งจะมีการ “ตื่นตัว” เข้าไปแก้ปัญหา

กรณีปัญหาเรื่อง “ที่ดินเขากระโดง” แม้ว่าไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามได้เกิดขึ้นมานานแล้ว และที่ผ่านมามีการระบุว่า มีความพยายามสร้างแรงกดดันทางการเมืองเข้ามาควบคุมดูแลผ่านทางกระทรวงคมนาคม ที่กำกับดูแลการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่รับรู้กันว่าเป็นเจ้าของที่ดิน รวมไปถึงกระทรวงมหาดไทย ที่มีหน่วยงานในสังกัดอย่างกรมที่ดิน และหากย้อนกลับไปทั้งสองกระทรวงดังกล่าวล้วนอยู่ในการควบคุมของ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” หรือไม่ หรือ กระทรวงมหาดไทยอยู่ในมือของ นายอนุทิน มาอย่างต่อเนื่องนานหลายปี แบบไม่เคยปล่อยมือ


กรณี “ฮั้วสว.” ที่สังคมกำลังจับตามองว่า ในวันที่ 14 กันยายน นี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติออกมาอย่างไร ตามที่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าหรือไม่ว่า มติ 5 ต่อ 2 “ปล่อยผี” หรือฟ้องแค่ระดับ “เด็กๆ ตัวเล็กๆ” หรือไม่ แน่นอนว่า นี่คือการทำงานขององค์กรอิสระ ที่รัฐบาลอ้างว่า ปล่อยให้ทำงานอิสระ ไม่อาจแทรกแซงได้ แต่สิ่งที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดก็คือ ที่มาของ กกต.เหล่านี้ ทั้งองคาพยพ ล้วนมีที่มาแบบไหน ใครเป็นคนแต่งตั้ง ใครเป็นคนโหวตเข้ามา นี่คือคำถาม
เรื่อง “ทุนเทา” เรื่อง “นอมินี” ต่างชาติ แน่นอนว่าเกิดขึ้นมาก่อนหน้ารัฐบาลนี้ แต่มาลุกลาม เหิมเกริม ในยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นี่แหละ อุกอาจถึงขั้นขู่ฆ่าคนไทย การปล่อยปละละเลยให้มีการ “ขยายชุมชนชาวยิว” จนกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน หรือ กรณี ศูนย์ข้อมูล “ดาต้า เซ็นเตอร์” ที่รัฐบาลมีการส่งเสริมโดยที่ไม่ได้ตื่นตัวในเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับ กำลังกลายเป็นกลายเป็นปัญหา “แย่งชิงทรัพยากร” ของคนไทย และสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

ส่วนความล้มเหลว ไม่ว่าแตะเรื่องไหนก็ได้เรื่องทั้งนั้น เช่น ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ลุกลามรุนแรงมากขึ้น เรื่องการกักตุนน้ำมัน เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความล้มเหลว ความไร้ประสิทธิภาพ เท่าที่ยกตัวอย่างออกมาให้เห็นกันแบบเร็วๆ

อย่างไรก็ดี แม้ว่าล่าสุดรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะพยายามใช้วิธีเลี่ยงการตอบโต้ ใช้วิธีอ่อนสยบความเคลื่อนไหว แต่ก็ไม่อาจเลี่ยงหนีความจริงไปได้พ้น !!