“เทพไท” วิเคราะห์ “สนธิ” เปิดฉากเคลื่อนไหวทวงคืน ประเทศไทย ชี้ 3 ปมร้อน “ฮั้ว สว.- โกงสอบท้องถิ่น-เขากระโดง” มีพลังดึงมวลชนมากกว่าปัญหาทุนต่างชาติ จับตาผล กกต. 14 ก.ย. อาจกลายเป็นเชื้อไฟขยายแรงกดดันรัฐบาล
นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงการแถลงข่าวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2569 ที่บ้านพระอาทิตย์ ภายใต้ประเด็น “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยมองว่า ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชนเพื่อกดดันรัฐบาล และมีหลายประเด็นที่อาจถูกยกระดับเป็นชนวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในระยะต่อไป คือ
1. ประเด็นเกี่ยวกับทุนต่างชาติ ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มอิสราเอล หรือที่เรียกกันว่า ยิวเทา กลุ่มจีนเทา กลุ่มอินเดียเทา มีการกล่าวถึงปัญหาของคนต่างชาติ ที่เข้ามาสร้างอิทธิพลและทำธุรกิจสีเทา มีการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งกระทบต่ออธิปไตยของชาติไทย ซึ่งนายสนธิได้ระบุถึงแผนการเคลื่อนไหว โดยในวันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ถือว่า เป็นการเคลื่อนไหวแบบชิมลาง หรือที่เรียกว่าเช็กระบบ หรือเตรียมพร้อมอุ่นเครื่อง สำหรับการเคลื่อนไหวการเมือง หรือเคลื่อนไหวม็อบในโอกาสต่อไป
2. ได้พูดถึงคดีฮั้ว สว.ว่า มีการพยายามจะตัดตอนสั่งไม่ฟ้อง เพื่อไม่ให้ลุกลามไปถึงฝ่ายการเมือง และจะรอผลการประชุมของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ถ้าหากว่า ผลการลงมติของ กกต. สั่งไม่ฟ้อง 229 คน หรือตัดตอนฟ้องเฉพาะบางส่วน ไม่ให้ถึงผู้บงการ หรือตัวการ หรือฝ่ายการเมือง ก็จะเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่ประชาชนคนไทยมีอารมณ์ร่วมมากที่สุด
3. เรื่องการทุจริตในโครงการอื่นๆ และการบังคับใช้กฎหมาย เช่น เรื่องกรณีการโกงข้อสอบท้องถิ่น หรือโกงสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น เรื่องการบังคับใช้กฎหมายคดีที่ดินเขากระโดง เรื่องปัญหาการกักตุนน้ำมัน การจับกุมตัวไอ้โม่ง และยังมีปัญหาอื่นๆที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันอีกมากมาย จึงมีการเคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และถ้าหากไม่มีการแก้ปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ ปัญหาเหล่านี้น่าจะเป็นปัญหาที่คุณสนธิยกขึ้นมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว หรือเกิดกระแสสนับสนุนการเคลื่อนไหวของม็อบได้
4. รูปแบบของการเคลื่อนไหว ซึ่งนายสนธิได้ระบุว่า ไม่ต้องการจะขับไล่รัฐบาล และไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ต้องการให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข จะไม่มีการชุมนุมแบบปักหลักพักแรม แต่จะเคลื่อนไหวไปยังสถานที่ในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งการวางเป้าหมายหรือแนวทางการเคลื่อนไหวเช่นนี้ เพราะคงไม่ต้องการให้สังคมคาดหวังการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการชุมนุมสูงเกินไป ถึงขั้นล้มรัฐบาลหรือขับไล่รัฐบาล แต่ถ้าหากว่าสถานการณ์เป็นใจ และเอื้ออำนวยให้ม็อบมีมวลชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะขยายผลไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือ รัฐบาลต้องลาออก หรือการยุบสภาอาจจะเกิดขึ้นได้ หรืออาจจะเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อรองรับกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ ที่อาจจะเกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2569 โดยศาลรัฐธรรมนูญก็ได้
“เพราะฉะนั้นสิ่งที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แถลงข่าวในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นการเมืองภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวกดดันรัฐบาล”
นายเทพไท ทิ้งท้ายว่า หากการเคลื่อนไหวชูประเด็นคดีฮั้ว สว. การทุจริตสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น รวมถึงคดีที่ดินเขากระโดง เชื่อว่า จะสามารถสร้างอารมณ์ร่วมและดึงประชาชนเข้าร่วมได้มากกว่าประเด็นอิทธิพลของชาวต่างชาติ ทั้ง “ยิวเทา จีนเทา อินเดียเทา” หรือปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเพียงบางกลุ่ม


