xs
xsm
sm
md
lg

“สนธิ” ลั่นถึงเวลาทวงคืนประเทศไทย! ดีเดย์ 10 ก.ย.บุกสถานทูตยิว ตามด้วยประท้วงจีนเทา จับตาปมฮั้ว สว.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ” ลั่นถึงเวลาทวงคืนประเทศไทย! เปิดแผนเคลื่อนไหว 10 ก.ย.บุกสถานทูตยิว ก่อนปะท้วงจีนเทา ที่ชลบุรี และเดินสายให้ความรู้ประชาชนตามภูมิภาค จับตา 14 ก.ย. หาก กกต.มีมติตัดตอนคดีฮั้ว สว. เตรียมยกระดับชุมนุม ย้ำไม่มีชุมนุมปักหลักพักค้าง ไม่ต้องการล้มรัฐบาล แต่จะกดดันให้เลิกทำชั่ว ให้ นายกฯ หยุดร้องรำทำเพลง แล้วแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเด็ดขาดจริงจัง



วันนี้ (7 ก.ย.) เวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วย นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และ นายนิธิธร ล้ำเหลือ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.

นายสนธิ กล่าวต่อว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเคยออกมาต่อสู้กับรัฐบาลและระบอบทักษิณ เพราะไม่เห็นด้วยกับการทุจริต การใช้อำนาจ และการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม แต่ในปัจจุบันกลับมองเห็นปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับรัฐบาลและกลุ่มอำนาจทางการเมืองชุดปัจจุบัน จึงเห็นว่า ประชาชนไม่ควรเลือกปฏิบัติในการตรวจสอบนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

“ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีต คือ การฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน” นายสนธิ กล่าว


นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ 2 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

“วันที่ 14 กันยายน นี้ ต้องจับตา ถ้า กกต.มีการตัดตอนตามที่ผมคาดการณ์ไว้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องกังวล เพราะจะมีเรื่องเกิดขึ้นตลอดเวลา และประชาชนจะได้เห็นว่าเครือข่ายอำนาจที่กำลังบริหารประเทศอยู่นั้นเป็นอย่างไร” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงตัวเลขงบประมาณประมาณ 1,621 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้านเทคโนโลยี และ AI โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ หากเป็นเพียงการเช่าระบบหรือเทคโนโลยีจากภายนอกมาใช้งาน และเมื่อหมดสัญญาจะต้องใช้งบประมาณเช่าต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมเสนอว่ารัฐควรนำงบประมาณดังกล่าวมาพัฒนาบุคลากรและสร้างเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยเอง


นายสนธิ กล่าวย้ำว่า การเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของตนไม่ได้มุ่งหมายให้เกิดความรุนแรง แต่ต้องการใช้พลังของประชาชนกดดันให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจหยุดการกระทำที่ประชาชนเห็นว่าไม่ถูกต้อง โดยเชื่อว่า หากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจการบริหารประเทศ ก็สามารถแสดงออกผ่านการชุมนุมและการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ พร้อมประกาศว่า ตนจะเดินทางไปพบประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อเปิดประเด็นปัญหาและอธิบายข้อมูลที่ตนมี โดยไม่สนใจว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากหรือน้อย เพราะมองว่าหน้าที่ของตนคือการนำเสนอข้อมูลและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน

นายสนธิ ยังเปิดเผยกำหนดการเบื้องต้นว่า ในวันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ไม่ว่าทางสถานทูตจะออกมารับหนังสือหรือไม่ ก็จะอ่านแถลงการณ์ ซึ่งจะเป็นแถลงการณ์ที่คนยิว ประเทศอิสราเอล ฟังแล้วเจ็บ เพราะเป็นประเทศที่ทั่วโลกรังเกียจ และไม่หยุดแค่นั้น หลังจากนั้น จะเดินทางไปประท้วงจีนเทาที่ชลบุรีต่อ และเดินสายให้ความรู้ประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งจะจับตาวันที่ 14 กันยายน ซึ่งอาจเป็นจุดสำคัญต่อทิศทางการเคลื่อนไหว หาก กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ไม่ส่งฟ้องใครเลยหรือส่งฟ้องไม่กี่คนตามที่มีกระแสข่าวออกมา ก็จะมีการชุมนุมอย่างแน่นอน

“ผมต้องการวัดให้เห็นว่า ประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยยกประเด็นราคาพลังงาน ปัญหาการกักตุนน้ำมัน การเยียวยาประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการทุจริตในระบบราชการ รวมถึงปัญหาการถือครองที่ดินและการเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ โดยมองว่า ปัญหาเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนไทย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาอธิปไตยและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชื่นชมบทบาทของฝ่ายทหารที่ออกมาปกป้องพื้นที่ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องอธิปไตย และไม่ดำเนินนโยบายที่อาจทำให้ผลประโยชน์ของประเทศเสียหาย


นายสนธิ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว โดยจะเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ ก็พร้อมพิจารณายกระดับการเคลื่อนไหวให้มีพลังมากขึ้น ทั้งนี้ นายสนธิ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งระหว่างประชาชน แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางประเทศ และต้องการให้รัฐบาลตระหนักว่าประชาชนสามารถตรวจสอบและกดดันผู้มีอำนาจได้

“ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใดๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”

นายสนธิ ยังประกาศว่า ไม่ได้ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข ถ้ายังไม่แก้ปัญหา ให้นายกฯ เลิกเต้นรำทำเพลง แล้วออกมาแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างจริงจังและเด็ดขาด ทั้งนี้ การชุมนุมจะไม่มีการปักหลักพักค้าง แต่จะเป็นการชุมนุมที่ใหญ่มาก ให้คอยดูพลังของประชาชน