การเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาทันใด หลังจากนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศเตรียมลงถนนอีกรอบ ซึ่งพิจารณาจากท่าทีและอาการดังกล่าวของเขา น่าจะมาจากอาการ “สุดจะทน” กับรัฐบาลชุดนี้ ที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และเบื้องหลังที่ประกอบด้วย “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนไทย และประเทศชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนหน้านี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ระบุว่า “ผมจะลงถนนแล้ว ผมขอเอาประเทศไทยคืนมา” โดยอธิบายถึงประเทศไทยที่ต้องการเห็นว่า ต้องมีหลักนิติรัฐ นิติธรรม ประชาชนได้รับการดูแล และกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย พร้อมนัดแถลงรายละเอียดการเคลื่อนไหวใน วันที่ 7 กันยายน นี้
หลังจากนั้นไม่นานนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวตอบโต้ว่า “ประเทศไทยและคนไทยไม่ได้ไปติดหนี้ใคร เพราะประเทศไทย เป็นของคนไทยทุกคน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีใครมาทวงคืน”
อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปฟังคำพูดข้างต้นของ นายสนธิ และทำความเข้าใจกันให้ละเอียด จะเห็นว่าสิ่งที่ทำให้เขา “ทนไม่ไหว” กับรัฐบาล และนายอนุทิน ก็คือ การไร้หลักนิติรัฐ ไร้นิติธรรม ประชาชนไม่ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม และการละเมิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด
แน่นอนว่า สิ่งที่นายสนธิ ต้องการชี้ให้เห็นก็คือ เรื่องการปล่อยปละละเลยให้เกิดการละเมิดกฎหมาย จนสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว และที่ผ่านมารัฐบาลปล่อยให้กลุ่มทุนอิทธิพลต่างชาติเข้ามาข่มเหง ก่อความเดือดร้อนให้กับคนไทยที่เป็นเจ้าของประเทศ
ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ “กลุ่มชาวยิว” ที่เข้ามาแฝงตัวและตั้งรกรากในประเทศไทย จนขยายตัวและสร้างอิทธิพลไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ เกาะสมุย เกาะพงัน เชียงใหม่ ปาย รวมไปถึงมีรายงานข่าวที่ขยายตัวไปถึงภาคอีสาน และล่าสุดที่กำลังมี “ข่าวร้อน” เรื่องการใช้พื้นที่ใน อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อ “สร้างสุสาน” ฝังศพชาวยิว ที่มีการขยายพื้นที่ออกมาจากกรุงเทพมหานคร
เรื่องดังกล่าว กำลังสร้างความไม่สบายใจ และไม่พอใจกับคนไทยไม่น้อย เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการปล่อยปละละเลยทั้งเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ และรัฐบาลที่ปล่อยให้คนกลุ่มนี้ “ขยายอิทธิพล” จนบางพื้นที่ถึงขั้นข่มขู่คุกคามคนไทย เช่น ที่อำเภอเกาะสมุย ที่มีเรื่องมีราวกลุ่มทุนชาวอิสราเอลกลุ่มหนึ่ง ถึงขั้น “ขู่ฆ่า” นักธุรกิจท้องถิ่นในอำเภอเกาะสมุย จนในที่สุดศาลได้ตัดสินความผิด และกำลังถูกเนรเทศ เนื่องจากเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง แต่ถึงอย่างไรการเนรเทศที่ลงนามโดย นายอนุทิน ก็ถือว่าเกิดขึ้นหลังจากโดนกระแสกดดันจากคนไทย เกิดการเคลื่อนไหวรวมตัวกันต่อต้านจากคนไทยที่รักแผ่นดินเกิด จนทำให้รัฐบาลต้องออกประกาศแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าวขึ้นมา
สำหรับเรื่องนี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล มีการระบุเอาไว้แล้วว่าจะมีการเดินทางพร้อมกับคนไทยไปยื่นหนังสือเพื่อแสดงท่าทีของคนไทยต่อสถานทูตอิสราเอล อีกด้วย
นอกเหนือจากนี้ ยังมีการพูดถึงเรื่อง “ทุนเทา” ทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย การเข้ายึดครองประเทศชาติ โดยใช้ “นอมินี” ซึ่ง “ทุนต่างชาติผิดกฎหมาย” เหล่านี้ มีหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะ “จีนเทา” หรือ “ฝรั่งเทา” ที่นับวันจะยิ่งสร้างความเดือดร้อนกับคนไทยสารพัด ไม่ว่าการเอาเปรียบในเรื่องการผลิต การนำเข้าส่งออก การตั้งราคาที่ไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการทำลายสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน เรื่องที่กำลังตื่นตัวกันในเวลานี้ก็คือ กรณี “ดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Center)” หรือศูนย์ข้อมูล ที่ล่าสุดกำลังเป็นที่หวั่นวิตกกันว่า รัฐบาลกำลังส่งเสริมกันแบบไร้กฎเกณฑ์ควบคุม กลายเป็นการแย่งใช้น้ำ ใช้ไฟ ทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายชุมชนในท้องถิ่น กรณีเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณย่านพระรามเก้า ที่มีการพบว่ามีการลักลอบสำรองน้ำมันไว้นับแสนลิตรในใจกลางชุมชน ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่ามีการทำผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ ไม่มีการขออนุญาตที่ถูกต้อง กรณี ดาต้าเซ็นเตอร์แบบนี้ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร กลางเมืองหลวงยังมีอีกนับสิบแห่ง จนต้องมีการสั่งระงับการออกใบอนุญาต และต้องมีการตรวจสอบใหม่ทั้งหมด
ขณะเดียวกันรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็เพิ่งตื่นตัว มีการเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1 /2569 มี นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ซึ่งความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าพอเกิดเรื่องขึ้น หรือถูกสังคมกดดัน รัฐบาลก็จะตื่นตูมแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปครั้งหนึ่ง
เรื่องการปล่อยปละละเลย ไม่บังคับใช้กฎหมายจริงจังอีกเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัด และสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนไทย ยังมีเรื่อง “ทุนเทา จีนเทา” ที่นับวันชักเกาะกินบ้านเมืองจนสร้างปัญหาไปทั่ว และยังไม่นับเรื่องที่ถูกกล่าวหาในเรื่อง “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ที่ครอบงำองค์กรอิสระ กรณี “ฮั้วสว.” กรณีที่ดินเขากระโดง สารพัด
นั่นคือตัวอย่างที่เห็นภาพอย่างชัดเจน ถึงความไม่เอาไหน ไม่บังคับใช้กฎหมาย ไม่สร้างนิติรัฐ นิติธรรม และกรณีประกาศ “ลงถนน” ทวงคืนประเทศไทย ของนายสนธิ เชื่อว่ามีคนสนใจไม่น้อย เนื่องจากหลายคนมี “ความรู้สึกร่วมเดียวกัน” นั่นคือ “ทนไม่ไหวแล้ว”!!


