จากเหตุการณ์ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ปรี่เข้าไปผลักนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระหว่างที่ปั่นจักรยานมาที่สน.ทองหล่อ จนล้มลงต่อหน้าผู้สื่อข่าว และตำรวจ และมีปากเสียงกัน ทำให้ผู้สื่อข่าวพยายามเข้าไปห้ามนายณัฐวุฒิ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงแต่นายณัฐวุฒิไม่ยอมหยุดและชี้หน้านักข่าวและใช้คำพูดไม่เหมาะสม ซึ่งหลังจากนั้น นายสมชัย ได้แจ้งความเอาผิดนายณัฐวุฒิ ข้อหาทำร้ายร่างกาย
นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การตอบสนองต่อเหตุการณ์ผู้สื่อข่าว สำนักข่าว PPTV นั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์พึ่งกระทำต่อกัน ที่เมื่อเห็นคนถูกทำร้ายร่างกายแล้วเข้าไปให้การช่วยเหลือ ห้ามปราบ ยุติเหตุการณ์ไม่ให้มีการใช้ความรุนแรงที่มากขึ้น ถือเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนเช่นเดียวกับเวลาเห็นผู้หญิงถูกใช้ความรุนแรงในครอบครัวก็ควรเข้าไปใช่วยเหลือ ห้ามปราม หรือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลือ การใช้ความรุนแรงไม่ควรเป็นเรื่องปกติที่สังคมไทยยอมรับได้
“ขอให้กำลังใจน้องๆ ผู้สื่อข่าวข่าวอีกหลายคน นอกจากน้องนักข่าว PPTV ที่เข้าไปห้ามปราม และยังช่วยรายงานข่าวข้อเท็จจริง สังคมควรเอากรณีนี้เป็นการเรียนรู้ว่าเมื่อเห็นการใช้ความรุนแรงควรต้องเข้าไปช่วยกันหยุดยั้ง แทนที่จะปล่อยปะละเลย หรือมุ่งจะทำข่าวทำคอนเทนกันอย่างเดียว มีเรื่องอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่สนใจ การปักธงปฏิเสธความรุนแรงเป็นหลักการใหญ่ที่มนุษย์ควรมี และควรยกระดับเป็นมาตรฐานองค์กร”
นายจะเด็จ กล่าวต่อว่า กรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง กรณีมีนักร้องเรียนทางการเมืองคนหนึ่งถูกทำร้ายร่างกาย การแสดงออกของนักข่าวพีพีทีวีในเวลานั้นก็สะท้อนให้เห็นจุดยืนชัดเจนที่จะปฏิเสธ ความรุนแรง ไม่อยู่เฉย มีการห้ามปราม ไม่มุ่งเพียงเก็บข่าวชอตสำคัญ เพื่อแข่งขันเรทติ้ง ดังนั้นการปฏิบัติ หรือตอบสนองต่อเหตุการณ์ความรุนแรงนี้ ปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมถึงการคุกคามทางเพศด้วย ควรถูกยกให้เป็นวัฒนธรรมองค์กรต่างๆ ไม่ใช่แค่เฉพาะสื่อมวลชนเท่านั้น
ด้าน ผศ.ดร. บุญอยู่ ขอพรประเสริฐ อาจารย์ประจำวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า ในแง่ของการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่งอที่ไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ การที่สื่อมวลชนเข้าไปให้การช่วยเหลือนั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรจะมี ส่วนแง่การเสนอข่าวสาร ก็เสนอไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ไม่ต้องไปเติมความคิดเห็นอะไรในข่าว แต่หากอยากจะแสดงความเห็นก็แยกเป็นบทความ บทวิเคราะห์ ดังนั้นไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า อาจจะไม่ถึงขั้นต้องยกระดับเป็นมาตรฐานที่ต้องปฏิบัติ ในภาพใหญ่ หากองค์กรใดจะยกระดับสร้างบรรทัดฐานเอาไว้ก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความเห็นร่วมของแต่ละองค์กร เพราะเหตุการณ์แต่ละครั้งนั้นความแตกต่างกัน มีความรุนแรงแตกต่างกัน
“การที่สื่อมวลชนเข้าไปห้ามปรามเหตุรุนแรง ไม่ถือว่าการกระทำนั้นไม่เป็นกลางของเหตุการณ์ที่เป็นข่าว แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรทำเมื่อเจอเหตุการณ์ เป็นการป้องกันเหตุการณ์ที่อาจลุกลามมากขึ้นได้ เพราะเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงแค่ไหน ด้วยสัญชาตญาณก็เข้าไปช่วยเหลือ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้สื่อต้องตกเป็นคู่ขัดแย้ง หรือคู่กรณี การเข้าไปช่วยเหลือต้องยึดความปลอดภัย ไม่ไปตอบโต้ ไม่ใช้ความรุนแรงกลับ เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายเป็นคู่กรณีในความขัดแย้ง ถือเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาท กฎหมายมีคำพิพากษาตีความเอาไว้”ผศ.ดร. บุญอยู่ กล่าว


