จากนักท่องเที่ยว สู่ธุรกิจ สู่ที่ดิน และสุสาน…ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลต้องตอบว่า ใครกำลังคุมประเทศไทย?
ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาใหม่ ที่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของ“นักท่องเที่ยวต่างชาติ” อีกต่อไป
เพราะวันนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ท่องเที่ยว ตั้งแต่ ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน อ.ปาย แม่ฮ่องสอน ไปจนถึงพื้นที่รอบกรุงเทพฯ กำลังพาเราไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า...
ประเทศไทยกำลังเปิดช่องให้ทุนต่างชาติบางกลุ่มเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานธุรกิจ ฐานที่อยู่อาศัย และฐานเครือข่ายของตัวเอง โดยที่รัฐไทยสามารถควบคุมได้ ใช่หรือไม่!?
ล่าสุด ประเด็น “สุสานชาวยิวแห่งใหม่” ที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ก็ยิ่งทำให้คำถามนี้ร้อนแรงขึ้น!
อย่างไรก็ตาม การมีชุมชนชาวยิว มีศาสนสถาน หรือมีสุสานยิว ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายโดยตัวมันเอง
ประเทศไทยมีชุมชนชาวยิวมานาน และ มีสุสานยิวในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว
แต่การมี“สุสานชาวยิวแห่งใหม่” ที่ อ.บางคล้า ต้องไปตรวจสอบดูว่า ที่ดินผืนนี้ได้มาอย่างไร ใครเป็นเจ้าของ ใครเป็นผู้ลงทุน ใครเป็นผู้ดำเนินการ ได้รับอนุญาตถูกต้องหรือไม่ และมีโครงสร้างธุรกิจ หรือการถือครองที่ดิน ที่อำพรางผู้มีอำนาจควบคุมตัวจริงหรือไม่
นี่ต่างหากคือหัวใจของเรื่อง !
**จากนักท่องเที่ยวสู่การปักหลัก ยึดครองของต่างชาติ
สิ่งที่รัฐไทยต้องจับตา ไม่ใช่แค่จำนวนชาวต่างชาติที่เข้าประเทศ แต่คือการเกิดขึ้นของ “ชุมชนและการยึดครอง” ของคนต่างชาติกลุ่มหนึ่ง
เริ่มจากเข้ามาเป็นนักท่องเที่ยว จากนั้นบางคนอยู่ระยะยาว บางคนเข้ามาทำธุรกิจ บางคนซื้อ หรือเช่าที่พัก บางคนเข้าไปทำธุรกิจโรงแรม วิลล่า ร้านอาหาร บริษัทนำเที่ยว หรือธุรกิจบริการ
มีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่อหลบข้อจำกัดตามกฎหมาย คนต่างชาติกลุ่มนี้ก็จะเปลี่ยนสถานะจาก “นักท่องเที่ยว” ไปสู่ปัญหาอีกระดับหนึ่งทันที
นั่นคือปัญหาเรื่อง “อธิปไตยทางเศรษฐกิจ” !!
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่มี “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นเจ้ากระทรวง บอกว่าได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง และยอมรับว่าพบกรณีที่เจ้าหน้าที่ระบุว่า มีคนไทยให้ความช่วยเหลือ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่าย “นอมินี”
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของคนชาติใดชาติหนึ่ง เพราะถ้าจีน หรือรัสเซีย อินเดีย อิสราเอลทำ รัฐก็ต้องตรวจสอบ หลักการต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ใครอยู่บนแผ่นดินไทย ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย
ที่สำคัญคือ รัฐไทย มีข้อมูล หรือรู้จักเครือข่ายทั้งหมดนี้ มากน้อยแค่ไหน เพราะจุดที่น่ากังวลของปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ “เครือข่าย”
เรื่องความมั่นคงสมัยใหม่ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีทหารถือปืน หรือมีการปักธง ยึดพื้นที่ แต่มันมาในรูปแบบของ ทุน ที่ดิน บริษัท คนถือหุ้น การเข้าเมือง ธุรกิจ ศาสนสถาน การเคลื่อนย้ายเงิน ไปจนถึง “เครือข่ายบุคคล”
ถ้าสิ่งเหล่านี้เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย โดยรัฐไม่สามารถตรวจสอบได้ นั่นคือ“ความเสี่ยงด้านความมั่นคง” กำลังมาเยือน
เพราะเมื่อพื้นที่หนึ่ง มีต่างชาติเข้ามาอยู่จำนวนมาก มีธุรกิจของกลุ่มเดียวกัน มีอสังหาริมทรัพย์ มีบริการเฉพาะกลุ่ม มีเครือข่ายทางสังคม และมีเงินทุนหมุนเวียนจำนวนมาก ในที่สุดมันก็จะกลายเป็น ชุมชนเศรษฐกิจที่แยกตัวออกจากระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น และถ้ารัฐบังคับใช้กฎหมายไม่ได้ ปัญหาจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
กรณีที่ จ.ภูเก็ต คือหนึ่งในสัญญาณเตือน ที่น่าสนใจมาก
หลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจ “Chabad House” ที่ป่าตอง ก็มีการขยายการตรวจสอบธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงแรม วิลล่า ร้านอาหาร และบริษัทท่องเที่ยว ที่มีข้อสงสัยเรื่องการถือครองโดยต่างชาติ หรือ นอมินี
เจ้าหน้าที่ย้ำว่า การตรวจสอบไม่ได้มุ่งเป้าไปที่เชื้อชาติ หรือศาสนา แต่ตรวจเรื่องใบอนุญาต โครงสร้างการถือหุ้น การใช้ที่ดิน และการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายไทย
นี่คือหลักที่ถูกต้อง เพราะรัฐต้องไม่เลือกปฏิบัติ
แต่ขณะเดียวกัน รัฐก็ต้องไม่ปล่อยให้คำว่า “สิทธิทางศาสนา” หรือ “การท่องเที่ยว” กลายเป็นเกราะกำบัง การกระทำที่ผิดกฎหมาย
ศาสนาเป็นเรื่องหนึ่ง ธุรกิจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ดินเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และความมั่นคงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ทั้ง 4 เรื่องนี้ ต้องพิจารณาแบบแยกส่วน และสิ่งที่ประเทศไทยจะต้องเจอ ถ้าปล่อยปละละเลยต่อไป
ปัญหาแรก คือ ราคาที่ดิน เมื่อทุนต่างชาติเข้ามาซื้อ หรือควบคุมทรัพย์สินผ่านโครงสร้างที่ซับซ้อน ราคาที่ดินในพื้นที่ท่องเที่ยว ก็อาจถูกผลักสูงขึ้น จนคนท้องถิ่นไม่สามารถแข่งขันได้
ปัญหาที่สอง คือ ธุรกิจของคนไทยถูกเบียดออก ถ้าธุรกิจหนึ่งสามารถเข้าถึงทุนราคาถูกกว่า เครือข่ายลูกค้าต่างชาติ และ ระบบบริการของตัวเองได้ ธุรกิจท้องถิ่นก็อาจถูกผลักออกจากตลาด... “เอสเอ็มอี” ที่ไทยพยายามเพียรสร้าง ก็จะล้มครืน
ปัญหาที่สาม คือ เงินไหลออกนอกประเทศ ถ้าธุรกิจไม่ได้เป็นของคนไทยจริง กำไรจำนวนมาก ก็จะไม่ได้หมุนอยู่ในเศรษฐกิจท้องถิ่น
ปัญหาที่สี่ คือ รัฐสูญเสียความสามารถในการกำกับ ดูแล ถ้ามีบริษัทจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของตัวจริง การจะเก็บภาษี ตรวจแรงงาน ตรวจคนเข้าเมือง และบังคับใช้กฎหมาย ก็ทำได้ยากขึ้น
ปัญหาที่ห้า ซึ่งสำคัญที่สุดคือ สิ่งที่เรียกว่า “อธิปไตยเชิงพฤตินัย” ไม่จำเป็นต้องมีใครประกาศยึดดินแดน แต่ถ้าวันหนึ่งพื้นที่ท่องเที่ยวบางแห่ง ไม่ว่าจะเป็น ร้านค้า วิลล่า บริษัท แรงงาน ลูกค้า เงินทุน ล้วนเป็นต่างชาติทั้งสิ้น... คนไทยเป็นเพียงผู้ให้เช่าที่ดิน หรือผู้ถือหุ้นในนาม
แล้วพื้นที่นั้นจะยังเป็นเศรษฐกิจของคนไทยอยู่หรือไม่?! ... นี่คือ คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ!
**“สนธิ”ประกาศทวงคืนประเทศไทย !
นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ มองเห็นปัญหา และได้วางกรอบเรื่องนี้ไว้ในภาพใหญ่กว่าเรื่อง “ยิว” นั่นคือ เรื่องหายนะประเทศไทย จาก “ทุนเทาต่างชาติ”
ล่าสุด “สนธิ” ประกาศเดินหน้า “ทวงคืนประเทศไทย” และระบุว่า จะเริ่มต้นด้วยการยื่นหนังสือต่อสถานทูตอิสราเอล พร้อมใช้คำว่า “ยิวเทา จีนเทา อินเดียเทา พม่าเทา เขมรเทา” และ เรียกร้องให้ประเทศไทยกลับมาอยู่ภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม
“สนธิ” กำลังพูดถึง “คนต่างชาติ นักการเมือง ข้าราชการกลุ่มหนึ่ง ที่ทำผิดกฎหมาย” ไม่ได้กล่าวหาแค่ คนยิว หรือคนอิสราเอล เพียงแต่ว่า ขณะนี้ “ยิว” มีพฤติกรรมที่ “กร่าง” ที่สุด!
จริงอยู่ ที่รัฐบาลไม่สามารถไล่ต่างชาติออกนอกประเทศทันที หรือห้ามต่างชาติซื้อ หรือเช่าทุกอย่าง
แต่รัฐบาลต้อง “ปฏิรูป” ระบบตรวจสอบทุนต่างชาติให้จริงจัง ด้วยการเปิดโครงสร้างเจ้าของที่แท้จริง บริษัทที่มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องตรวจว่าใครคือผู้ลงทุนตัวจริง ไม่ใช่ดูเพียงชื่อผู้ถือหุ้นในเอกสาร
ไล่ตรวจ “นอมินี” แบบย้อนกลับ ตรวจเส้นทางเงิน ใครโอนเงินให้ใคร ใครเป็นคนออกทุน ใครเป็นคนควบคุมกิจการ ใครได้รับผลประโยชน์จริง
ตรวจการถือครองที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว ที่มีการเพิ่มขึ้นของการถือครองอสังหาริมทรัพย์โดยชาวต่างชาติ
เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง กรมที่ดิน สรรพากร ตรวจคนเข้าเมือง แรงงาน ตำรวจ ปปง. และหน่วยงานความมั่นคง ต้องเห็นข้อมูลชุดเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
ตรวจธุรกิจ ที่ให้บริการเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่เพราะการให้บริการเฉพาะกลุ่มผิดกฎหมาย แต่เพราะธุรกิจประเภทนี้ อาจช่วยให้รัฐเห็น “เครือข่าย” ทางเศรษฐกิจ ที่กำลังเกิดขึ้น
ใช้หลักเดียวกับทุกชาติ นี่สำคัญที่สุด คือ ตรวจให้หมด ทั้ง จีนเทา รัสเซียเทา อิสราเอลเทา อินเดียเทา ชาติไหนก็ตาม ถ้าทำผิดกฎหมาย ต้องจัดการเหมือนกัน
เหมือน “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ที่นายกฯอนุทิน ท่องจนคล่องปาก
แต่สถานการณ์ที่เห็น ที่เป็นในตอนนี้คือ รัฐบาลไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า ใครถือครองอะไร ใครลงทุนอะไร และใครเป็นผู้ควบคุมกิจการอะไรบนแผ่นดินไทย?
การเปิดกว้างของประเทศ กลายเป็นช่องโหว่ให้คนบางกลุ่มเข้ามาใช้กฎหมายไทย เพื่อหลบกฎหมายไทย
นี่คือเส้นแบ่งที่รัฐบาลต้องขีดให้ชัด และถ้ารัฐบาลไม่ทำวันนี้ วันหนึ่งคนไทยอาจกลายเป็นคนแปลกหน้าในพื้นที่ของตัวเอง!
เพราะการสูญเสียอธิปไตยในโลกยุคใหม่ อาจไม่จำเป็นต้องมีใครเอาธงต่างชาติมาปัก แต่อาจเกิดขึ้นเงียบๆ ผ่านที่ดิน บริษัท เงินทุน นอมินี และเครือข่ายธุรกิจ และเมื่อถึงวันที่รัฐรู้ตัว บางทีอาจสายเกินไป ที่จะเอากลับคืนมา!


