วันนี้(6 ก.ย.)ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง “ความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย พลัส” ดำเนินการระหว่างวันที่ 1–5 กันยายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,128 ตัวอย่าง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3%
ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 63.8 มีความพึงพอใจต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทย 60/40” ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 24.7 พึงพอใจในระดับปานกลาง และร้อยละ 11.5 พึงพอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย โดยหากรวมผู้ที่พึงพอใจตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป จะมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 88.5 สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวได้รับการยอมรับจากประชาชนในระดับสูง
สำหรับผลต่อเศรษฐกิจชุมชนและค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 62.7 เห็นว่ามาตรการช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนและร้านค้ารายย่อยดีขึ้นในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 27.4 เห็นว่าช่วยได้ปานกลาง และร้อยละ 9.9 เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย
ส่วนการลดภาระค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 53.8 เห็นว่ามาตรการช่วยลดภาระได้มากถึงมากที่สุด ร้อยละ 34.9 เห็นว่าช่วยได้ปานกลาง และร้อยละ 11.3 เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า จุดแข็งของมาตรการอยู่ที่การทำให้ “เงินหมุนในชุมชน” มากกว่าการทำให้ประชาชนรู้สึกว่าฐานะครัวเรือนดีขึ้น โดยประชาชนที่มองว่ามาตรการช่วยเศรษฐกิจชุมชนอยู่ที่ร้อยละ 62.7 สูงกว่าผู้ที่เห็นว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากถึงมากที่สุด ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 53.8 ต่างกัน 8.9 จุดร้อยละ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ มาตรการ “ไทยช่วยไทย 60/40” จึงมีลักษณะเป็นมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ หรือ Demand-Side Stimulus ที่ช่วยส่งเสริมการจับจ่ายและทำให้เกิดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจชุมชน อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเปลี่ยนเงินหมุนเวียนให้กลายเป็นความมั่นคงด้านรายได้ของครัวเรือนยังจำเป็นต้องมีมาตรการเสริม
ด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 56.6 ระบุว่ามาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ขณะที่ร้อยละ 32.8 ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 10.6 ระบุว่าความเชื่อมั่นลดลง
เมื่อพิจารณาภาพรวม พบว่า ประชาชนพอใจมาตรการในระดับมากถึงมากที่สุดร้อยละ 63.8 เห็นว่าช่วยเศรษฐกิจชุมชนร้อยละ 62.7 ระบุว่าความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.6 และเห็นว่าช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากถึงมากที่สุดร้อยละ 53.8 สะท้อนว่า ประชาชนเห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและผลจากมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม จนนำไปสู่ความพึงพอใจต่อนโยบายและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังสะท้อนว่า ประชาชนสามารถแยกแยะระหว่าง “ความพึงพอใจต่อมาตรการ” กับ “ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ทั้งหมด” เนื่องจากระดับความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลยังต่ำกว่าระดับความพึงพอใจต่อมาตรการ
เมื่อถามว่า หลังสิ้นสุดมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” รัฐบาลควรดำเนินการเรื่องใดต่อ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 33.4 ต้องการให้เดินหน้ามาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อลดค่าครองชีพต่อ อันดับ 2 ร้อยละ 17.9 ต้องการให้ลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน และพลังงาน อันดับ 3 ร้อยละ 15.5 ต้องการให้ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย อันดับ 4 ร้อยละ 11.2 ต้องการให้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และอันดับ 5 ร้อยละ 10.8 ต้องการให้สร้างงาน เพิ่มโอกาสให้คนไทยมีอาชีพและรายได้เสริม
ผลสำรวจครั้งนี้จึงสะท้อนว่า ประชาชนมองเห็นผลของมาตรการ “ไทยช่วยไทย 60/40” โดยเฉพาะการกระตุ้นการจับจ่ายและสร้างเงินหมุนเวียนในระดับชุมชน ขณะเดียวกันยังมีความคาดหวังให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ ควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านพลังงาน รายได้ เกษตรกร หนี้ครัวเรือน และการสร้างงาน เพื่อให้ผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถต่อยอดไปสู่ความมั่นคงของประชาชนในระยะยาว


