วันนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่คิดว่าสังคมควรจับตา นั่นคือ กรณี “ผอ.ยักษ์” หรือ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI กำลังถูกกระทรวงยุติธรรม ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เกี่ยวกับคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม ภัทรธิดา”
เรื่องนี้แบบนี้ อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินว่า ใครผิด ใครถูก เพราะการตั้งกรรมการสอบสวน ไม่ได้แปลว่า คนที่ถูกสอบมีความผิดแล้ว ขณะเดียวกัน ผู้บังคับบัญชามีสิทธิที่จะตรวจสอบเมื่อมีการร้องเรียน
แต่สิ่งที่สังคมตั้งข้อสังเกตคือ กระบวนการก่อนที่จะตั้งกรรมการสอบฯ มีไทม์ไลน์ที่ชวนให้เกิดคำถามอยู่หลายจุด
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า “ผอ.ยักษ์” ไม่ใช่คนที่อยู่ข้างนอกคดีแตงโม แล้วอยู่ดีดีก็ออกมาพูด แต่เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของ DSI ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานสืบสวนเรื่องนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568
ในเวลานั้น DSI กำลังแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่า การเสียชีวิตของ “แตงโม” มีประเด็นเกี่ยวข้องกับการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม หรือ มีการนำหลักฐานเท็จเข้าสู่กระบวนการหรือไม่
ดังนั้นการที่ “ผอ.ยักษ์” ออกมาให้สัมภาษณ์ จึงต้องดูด้วยว่าเขาพูดในฐานะส่วนตัว หรือพูดในฐานะเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบคดี
คราวนี้มาดูไทม์ไลน์ ประกอบการพิจารณาว่า การตั้งกรรมการสอบฯ ครั้งนี้ มีความไม่ชอบมาพากลหรือไม่?!
มีข้อมูลว่า ประมาณต้นปี 2569 มีบุคคลหนึ่ง ร้องเรียน“ผอ.ยักษ์” เรื่องการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดีแตงโม พร้อมแนบพยานหลักฐานมาด้วย
และตามคำชี้แจงของ “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม บอกว่าเรื่องนี้ เคยถูกร้องเรียนมาแล้ว ประมาณ 8 เดือน
ช่วงเวลานั้น นางพงษ์สวาท นีละโยธิน เป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม และเรื่องยังไม่ได้เดินไปถึงขั้นตั้งกรรมการสอบสวน
ต่อมา เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงยุติธรรม
วันที่ 7 ก.ค.69 ครม. มีมติให้นางพงษ์สวาท พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม และให้ “นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” มาดำรงตำแหน่งแทน
จากนั้น นางพงษ์สวาท ลาออกจากราชการ และพ้นจากตำแหน่ง
ต่อมา นายปิยะศิริ มีผลดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม วันที่ 21 ส.ค.69 และเข้ารับตำแหน่งวันที่ 26 ส.ค.69
และวันที่ 28 ส.ค.69 คือ เพียง 7 วัน หลังการดำรงตำแหน่งมีผล หรือ แค่ 2 วันที่เข้าไปนั่งทำงาน “ปลัดปิยะศิริ” ก็ลงนามตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง กับ “ผอ.ยักษ์”
ตรงจุดนี้แหละที่ทำให้เกิดคำถาม?!
เพราะเรื่องหนึ่งใช้เวลาประมาณ 8 เดือน แต่อีกช่วงหนึ่ง ใช้เวลาเพียง 7 วัน หรือที่จริงคือแค่ 2 วัน!
หากพิจารณาด้วยความเป็นธรรม การตั้งกรรมการสอบสวน ไม่ใช่ไม่ถูกต้อง แต่มันมีคำถามอยู่ในตัวเองว่า…
มีอะไรเปลี่ยนไป ?...คำร้องครั้งใหม่ มีอะไรใหม่? ...มีพยานหลักฐานใหม่หรือไม่ ? ...ผู้ร้องเป็นคนเดิมหรือไม่ ? ...หลักฐานเป็นชุดเดิมหรือชุดใหม่ ?
และที่สำคัญที่สุด…ทำไมคำร้องเดิมที่มีหลักฐานแนบมาจึงยังไม่มีการตั้งกรรมการ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ?
คำตอบที่เป็นไปได้ คือ ตอนนั้นหลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็อธิบายได้...เรื่องยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ ก็อธิบายได้...คำร้องไม่เคยถูกเสนอถึงอดีตปลัดฯ ก็เป็นได้
รวมทั้ง ถ้าอดีตปลัดฯพิจารณาแล้ว เห็นว่ามีเหตุผลทางกฎหมาย หรือข้อเท็จจริง ที่ยังไม่ควรตั้งกรรมการสอบ ก็เป็นไปได้เช่นกัน
ดังนั้น ถ้าจะทำเรื่องนี้ให้เคลียร์ ทางกระทรวงยุติธรรม ควรเปิดข้อเท็จจริงให้ชัดว่า คำร้องเดิมเข้ามาวันไหน ใครเป็นผู้ร้อง ร้องผ่านช่องทางใด มีหลักฐานอะไรแนบมา หลักฐานนั้นเป็นคลิปสัมภาษณ์เต็ม หรือเพียงบางส่วน เรื่องถูกส่งให้หน่วยงานไหนตรวจสอบ มีการเสนอให้อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรมพิจารณา หรือไม่ และถ้าเสนอแล้ว อดีตปลัดฯ มีข้อสั่งการอย่างไร
เพราะข้อมูลเหล่านี้ จะตอบคำถามได้ว่า 8 เดือนที่ผ่านมานั้น เรื่องติดอยู่ตรงไหน
อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ เมื่อปลัดคนใหม่เข้ารับตำแหน่ง แล้วมีคำร้องเข้ามาอีกครั้ง กระทรวงยุติธรรมควรอธิบายว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้มีการตั้งกรรมการอย่างรวดเร็ว !?
ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ เพราะบุคคลที่ถูกสอบสวน คือเจ้าหน้าที่ ที่มีบทบาทโดยตรง ในคดีที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจอย่างมาก
ไม่เช่นนั้นก็จะมีคำถามว่า “กระทรวงยุติธรรม กำลังเล่นงานผอ.ยักษ์ หรือเปล่า?”... “กระทรวงยุติธรรมใช้มาตรฐานเดียวกันหรือไม่?”
ทำไมเรื่องที่เคยอยู่มา 8 เดือน จึงเดินหน้าอย่างรวดเร็วหลังเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงยุติธรรม?!
กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลกระบวนการยุติธรรม มาตรฐานความโปร่งใสของกระบวนการ จึงต้องสูงกว่าหน่วยงานทั่วไป
เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงรู้ว่า “สุดท้าย ผอ.ยักษ์ ผิดหรือไม่ผิด” แต่ประชาชนต้องการรู้ด้วยว่า “กระบวนการที่นำไปสู่การสอบสวนครั้งนี้ เป็นธรรม โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกับทุกคน หรือไม่”
นี่คือคำถามที่กระทรวงยุติธรรม ควรตอบให้ชัด!


