อดีตผู้พิพากษา เตือน “สำนวนฮั้ว สว.” หลุด เสี่ยงผิด 4 กฎหมาย ชี้แม้บางส่วนก็ผิด หากได้ข้อมูลมาไม่ชอบ แนะฝ่ายค้านใช้เอกสิทธิ์สส.อภิปรายได้
วันนี้ (4 ก.ย.) นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กรณีการเผยแพร่เอกสารรายงานการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ว่า การเปิดเผยข้อมูลหรือเอกสารทางราชการ หากเป็นข้อมูลที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้จะเปิดเผยเพียงบางส่วน ไม่ใช่เอกสารฉบับเต็ม ก็อาจเข้าข่ายความผิดได้
นายสุโรจน์ กล่าวว่า กรณีดังกล่าวมีข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาหลายฉบับ ประกอบด้วย 1. พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 มาตรา 3 (1), มาตรา 26, มาตรา 27, มาตรา 79 และมาตรา 80 2. พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 15 มาตรา 20 และมาตรา 41 3. พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 และ 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164
โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐกำหนดให้เป็นข้อมูลที่ไม่เปิดเผยหรือเป็นความลับ หากมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปเผยแพร่โดยไม่มีอำนาจหรือไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ก็อาจมีความผิดได้
ส่วน พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 74 กำหนดว่า ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ เพื่อดักรับไว้ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความ ข่าวสาร หรือข้อมูลอื่นใดที่มีการสื่อสารทางโทรคมนาคมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยการพิจารณาข้อเท็จจริงต้องเชื่อมโยงกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการด้วย
นายสุโรจน์ กล่าวว่า ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นจะต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดของกฎหมายแต่ละฉบับ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยความลับในหน้าที่ราชการ ทั้งนี้ หากข้อมูลที่นำมาเผยแพร่เป็นเนื้อหาจากเอกสารที่มีสถานะเป็นความลับทางราชการ การเผยแพร่แม้ไม่ใช่เอกสารฉบับเต็ม แต่เป็นการนำข้อมูลจากหลายส่วนมาประกอบและเผยแพร่ต่อสาธารณะ ก็อาจมีปัญหาทางกฎหมายได้
“ถ้าเป็นเนื้อหาของเอกสารความลับทางราชการก็เป็นความผิดแล้ว โดยหลักการจะไม่ให้เปิดเผยต่อสาธารณะ เพราะอาจเป็นความลับชั่วขณะ หรือตลอดไปก็ได้ แล้วแต่หน่วยงานราชการนั้นๆ จะให้เอกสารเป็นความลับชั่วคราวหรือตลอดไป ถ้าได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบแล้วนำไปเผยแพร่ในช่วงเวลานั้นก็จะเป็นความผิด” นายสุโรจน์กล่าว
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ด้วยว่า แม้จะไม่ได้เปิดเผยเอกสารสำนวนการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ทั้งหมด แต่หากมีการนำข้อมูลบางส่วนออกมาเผยแพร่เพื่อหวังผลทางการเมือง และข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่หรือเป็นข้อมูลที่กฎหมายห้ามเปิดเผย ก็ยังมีประเด็นความรับผิดทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา
อย่างไรก็ตาม หากเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ศาลอาจใช้ดุลพินิจในส่วนของการกำหนดโทษ เช่น การรอการลงโทษ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าการกระทำดังกล่าวไม่มีความผิด โดยนายสุโรจน์เห็นว่า กรณีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวอาจมีประเด็นทั้งความรับผิดทางแพ่งและทางอาญา และอาจครอบคลุมถึงผู้ที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ด้วย
ส่วนกรณีพรรคฝ่ายค้านอาจนำข้อมูลจากสำนวนคดีฮั้ว สว.ไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายสุโรจน์ กล่าวว่า หากเป็นการใช้เอกสิทธิ์ของ สส. ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นการอภิปรายภายในสภา ก็สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองและเป็นข้อยกเว้น โดยหลักสำคัญคือการกระทำนั้นต้องอยู่บนฐานของกฎหมายที่ให้อำนาจหรือรับรองไว้
“เอกสารลับทางราชการ พอนำมาเผยแพร่ สมมติทางออนไลน์เผยแพร่ต่อก็จะเป็นความผิด ในอดีตไม่มีกฎหมายเหล่านี้ มีแต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164 กรณีเจ้าพนักงานเผยแพร่เอกสารทางราชการ แต่ทุกวันนี้มีกฎหมายหลายฉบับครอบคลุมเพื่อรองรับสภาวะบ้านเมืองที่เจริญขึ้น และมีการส่งข่าวสารทางสื่อต่างๆ”
นายสุโรจน์ ยังกล่าวถึงช่องทางการเข้าถึงข้อมูลว่า เมื่อกกต.มีคำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นแล้ว ประชาชนสามารถใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มาตรา 9 มาตรา 15 มาตรา 17 และมาตรา 18 เพื่อขอดูหรือคัดถ่ายสำนวนการสอบสวนหรือคำวินิจฉัยได้ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
แต่ในช่วงที่สำนวนการสอบสวนยังอยู่ระหว่างดำเนินการ และคดียังไม่เป็นที่ยุติ การนำเอกสารหรือข้อมูลที่อยู่ในสำนวนออกมาเผยแพร่ อาจเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ต้องพิจารณาความชอบด้วยกฎหมาย โดยการพิจารณาความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าราชการได้รับความเสียหายมากน้อยเพียงใด หรือผู้ที่นำข้อมูลมาเปิดเผยมีหน้าที่โดยตรงในการรักษาความลับหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดของกฎหมายแต่ละฉบับประกอบกัน
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 หมวด 2 ว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการดำเนินคดี มาตรา 41 วรรคสาม กำหนดว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรานี้ มาตรา 32 (3) หรือมาตรา 47 เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล”
นอกจากนี้ มาตรา 68 ยังบัญญัติโทษกรณีผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับแจ้งตามมาตรา 32 (3) แล้วเปิดเผยข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลนั้นต่อบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่คณะกรรมการหรือผู้มีหน้าที่และอำนาจในการใช้ข้อมูลตาม พ.ร.ป.ดังกล่าว หรือฝ่าฝืนมาตรา 41 วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หากผู้กระทำความผิดเป็นกรรมการ กกต. เลขาธิการ กกต. ผู้ตรวจการเลือกตั้ง หรือพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน กกต. โทษจะเพิ่มเป็นสองเท่าตามที่กฎหมายกำหนด
ก่อนหน้านี้ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ได้ออกมาเคลื่อนไหวและเปิดเผยข้อมูลที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับสำนวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่าได้รับเอกสารมาจากแหล่งใด แม้จะมีกระแสข่าวว่า นายยิ่งชีพยอมรับกับบุคคลใกล้ชิดว่าได้รับข้อมูลมาจากอดีตรัฐมนตรีบางราย ซึ่งเป็นเพียงข้อมูลที่อยู่ในกระแสข่าวและยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ
ต่อมา ไอลอว์และสมาชิกพรรคประชาชนบางส่วนได้เป็นแกนหลักจัดเวทีเสวนาเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. พร้อมนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาการฮั้วในหลายพื้นที่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยมีอดีตผู้สมัคร สว. ผู้สมัคร สว.สำรอง ตลอดจนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านเข้าร่วมกิจกรรม
นอกจากนี้ไอลอว์ประกาศจุดยืนว่า ในวันที่ 14 ก.ย. ซึ่ง กกต.นัดพิจารณาวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. กกต.ควรมีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
ขณะที่ตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทยได้ตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารในคดีที่ถูกนำมาเผยแพร่ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ กกต.ได้ดำเนินการแจ้งความกรณีสำนวนคดีหลุดไปถึงไอลอว์และพรรคการเมืองแล้ว
สำหรับการประชุมคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ล่าสุด ได้เชิญนายพริษฐ์และนายยิ่งชีพเข้าชี้แจง เพื่อสอบถามถึงที่มาของเอกสารและข้อมูลสำนวนคดีฮั้ว สว. แต่ นายยิ่งชีพไม่ได้เดินทางเข้าชี้แจง โดยอ้างว่าป่วย และยังยืนยันว่าจะไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของสำนวน
ด้านนายพริษฐ์ชี้แจงว่า ข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ที่นำมาเปิดเผยนั้นมาจากหลายช่องทาง และเป็นข้อมูลที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลเส้นทางการเงินและคลิปเสียง ขณะที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งอยู่ระหว่างทยอยนำเอกสารของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 มาเปิดเผย ก็ระบุว่าได้รับข้อมูลจากบุคลากรของ กกต. กรณีดังกล่าวจึงถูกจับตาว่า การนำข้อมูลหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสำนวนการไต่สวนคดีฮั้ว สว.ออกมาเผยแพร่ก่อนที่กระบวนการพิจารณาของ กกต.จะสิ้นสุด อาจมีประเด็นทางกฎหมายตามมาตรา 41 วรรคสาม ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ.2560 ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 68 ค่อนข้างรุนแรง ทั้งจำคุกและปรับ


