xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน” ไหวมั้ย นายกฯควบ มท.1 การันตีดับไฟใต้ต้องดีขึ้น !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล อนุมัติโครงการเมกะโปรเจกต์ ระหว่างการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา
เมืองไทย 360 องศา

ไปประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ที่จังหวัดสงขลาเที่ยวนี้ ทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรค“สีน้ำเงิน” หัวใจพองโตขึ้นมาผิดสังเกต สาเหตุสำคัญอาจมั่นใจได้ว่า สามารถมัดใจคนใต้ได้พอสมควรกับการอนุมัติโครงการใหญ่ที่ชาวบ้านรอคอยมานาน อย่างเช่น โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา สร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา ที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งทั้งสองโครงการได้ลงนามกันไปแล้ว และยังมีอีกเมกะโปรเจกต์ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปแล้วนั่นคือ การขยายโครงการรถไฟทางคู่ภาคใต้เฟสที่สอง จำนวนสามเส้นทาง เชื่อมต่อจากจังหวัดชุมพรไปสุราษฎร์ธานี จากสุราษฎร์ฯไปหาดใหญ่ และ จากหาดใหญ่ ไปปาดังเบซาร์ และเชื่อมต่อกับมาเลเซียต่อไป ตามข่าวบอกว่าจะเริ่มสร้างตั้งแต่ปลายปีหน้า แล้วเสร็จในปี 2576

เอาเป็นว่า นาทีนี้อาจทำให้ชาวใต้พอใจ รวมถึงทำให้ นายอนุทิน ได้คุยข่มฝ่ายตรงข้ามทำนองว่า ปล่อยมานานชาวบ้านตั้งตารอ ไม่ได้สร้างสักที จนมาถึงในยุคนี้ “พูดแล้วทำ” อะไรประมาณนั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง ทุกรัฐบาลในระยะหลังต่างเดินหน้ากันมาตลอด เพียงแต่ว่าได้จังหวะในยุคนี้พอดี แต่ไม่ว่ากัน รอดูกันว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายได้แค่ไหน

แต่เมื่อมาถึงภาคใต้ ก็ต้องกล่าวถึงปัญหาชายแดนใต้ ที่กำลังร้อนระอุขึ้นมาอีกรอบ และโดยเฉพาะในยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กลุ่ม “โจรใต้” ก่อเหตุแทบจะรายวัน และหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าหนักหนาแทบจะใกล้เคียงกับยุครัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 44-45 หรือ ตอนนั้นเขาเรียกว่า “โจรกระจอก” จนทุกอย่างบานปลายมาจนถึงวันนี้

หากวกกลับไปในช่วงแรกที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และควบเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงหาดไทย ซึ่งก็ต้องหมายเหตุเอาไว้ก่อนว่า สำหรับเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ “มท.1” นั้นเขานั่งต่อเนื่องยาวนาน มีการโยกย้ายข้าราชการ ทั้งระดับปลัดกระทรวง ผู้ว่าฯ ลงมาจนถึงระดับนายอำเภอ หลายระลอกแล้ว ทั้งประเภทมีอำนาจย้ายได้โดยตรง หรือใช้แบบส่งสัญญาณ “ตัวแทน” ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ ก็มากมาย

ในตอนนั้น นายอนุทิน กล่าวระหว่างลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ บอกให้เน้นย้ำในเรื่องยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน หากทำได้เป็นผลสัมฤทธิ์จริงๆ รับรองว่า ไฟใต้ต้องมอดลงไปเรื่อยๆแน่นอน แต่กลายเป็นว่า “ไฟใต้” นับจากนั้นนับวันยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จะเรียกว่า “ล้มเหลว” แทบจะสิ้นเชิงก็ว่าได้

อย่างไรก็ดี มีเสียงวิจารณ์กันว่า รัฐบาลไม่ได้จริงจังกับการแก้ปัญหา ขาดความรู้ความเข้าใจ ทั้งในเรื่องยุทธศาสตร์ ความเข้าใจในพื้นที่แท้จริง เพราะแม้รับรู้กันว่าจะมีปัญหาสารพัด ไม่ว่าจะเป็น “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน” แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือ ปัญหากลุ่มทุนเทา ค้าของเถื่อน ควบคู่กันกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ค้าน้ำมันเถื่อน ยาเสพติด ซึ่งแน่นอนว่ามีส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ
และที่น่าสนใจก็คือ เสียงวิจารณ์ “ลับหลัง” อยู่ตลอดเวลาว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐ “เลี้ยงไข้” สร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นตลอดเวลา เพื่อรองรับงบประมาณที่รัฐทุ่มลงไปปีละนับแสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีการพูดถึง ชี้แจง หรือปฏิเสธกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว กลายเป็นหัวข้อถูกนินทากล่าวหาในวงซุบซิบและในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ปัญหาใหญ่ของชายแดนใต้ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เรื่องยาเสพติด การค้าของเถื่อน ของหนีภาษี ซึ่งหลายคนมองเห็นตรงกันว่า หากมีการปราบปรามอย่างจริงจังและเด็ดขาด เชื่อว่าปัญหาไฟใต้น่าจะลดลง เพราะนี่คือ“ท่อน้ำเลี้ยงหลัก” ของกลุ่มโจรใต้เหมือนกัน นอกเหนือจากการสนับสนุนจากต่างชาติ อีกทั้งธุรกิจผิดกฎหมาย หรือ “สีเทา” พวกนี้ยังเชื่อมโยงไปหลายกลุ่มในพื้นที่ ทั้งกลุ่มอิทธิพล กลุ่มการเมืองท้องถิ่น ไปจนถึงการเมืองระดับชาติที่ระดับ“วงใน” รับรู้กันดี

สำหรับท่าทีล่าสุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ได้รับฟังความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องการบริหารแนวชายแดน จะดำเนินการอย่างไร หรือหากจะมีนโยบาย ในการปิดด่าน ก็ได้รับเสียงสะท้อนว่าหากปิดหมดก็ทำมาหากินลำบากซึ่งต้องรับฟัง ส่วนจุดไหนที่ยังไม่มีความเสี่ยงมากก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุมหรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องคือการปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุม สมช. ไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกัน อย่างชัดเจน

“สมัยก่อนเมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรีคนนึง รัฐมนตรีมหาดไทย ก็คนนึง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรี ก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ดูแลฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปก็จะเห็นว่า นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงานร่วมกัน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คน ที่เป็นหัวเรือนี้ ต้องทำงานร่วมกันให้ได้”

เจตนาเพื่อทำให้พวกเขาสามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือ การเจรจา ต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจา และต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย" นายอนุทิน ระบุ

ถามว่าการปรับยุทธศาสตร์ครั้งนี้ จะทำให้ไฟใต้ดับลง หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “มันต้องดีขึ้น” จะมาบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว โอ้โห จะเปลี่ยนแล้วมั่นใจได้เลย มันไม่มีใครพูดได้ แต่ตนมั่นใจว่าฝ่ายรัฐบาล ภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรี มั่นใจว่าจะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือ ในฝ่ายบริหาร ที่ให้บริการพี่น้องประชาชน อย่างเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน

แน่นอนว่า คำพูดดังกล่าวของ นายอนุทิน ที่ย้ำว่าสถานการณ์ในชายแดนใต้ต่อไปต้องดีขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทั้งคนที่เป็นนายกฯและมท.1 เป็นคนๆเดียวกัน ทุกอย่างต้องมีการบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งที่ผ่านมาก็มีการปรับเปลี่ยนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นฝ่ายทหารไปแล้ว การประสานงานที่เน้นหนักไปในการใช้กฎหมาย หรือโน้มเอียงไปทาง “ทหารนำการเมือง” ในบางสถานการณ์ก็น่าจะเห็นผลออกมาบ้าง

แต่สำหรับไฟใต้นั้น บางครั้งไม่อาจมองแบบโลกสวยง่ายๆ ไม่ได้ ไม่เหมือนกับพื้นที่ภาคอื่นของไทย เพราะมีความละเอียดอ่อน ซับซ้อนเข้าใจยากกว่า แต่แม้ว่าจะยาก แต่เชื่อว่าหากเข้าใจสถานการณ์จริง มี“เจ้าภาพ” แท้จริง มีการบูรณาการจริง แบบเข้าใจ เข้าถึง ได้จริง ก็น่าจะลดความร้อนแรงลงไปได้มาก

ขณะเดียวกัน สำหรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประกาศลั่นว่า ชายแดนใต้ต้องดีขึ้นในยุคของเขานั้น อีกมุมหนึ่งมันก็เป็นความเสี่ยงทางการเมือง มันเหมือนกับการรัดคอตัวเอง หากทุกอย่างยังเหมือนเดิมหรือหนักกว่าเดิม ก็ต้อง“โดน”แน่นอน!!