xs
xsm
sm
md
lg

แก้ กม.เลือกนายกท้องถิ่น “อนุทิน” จัดให้ หัวคะแนนใหญ่อยู่ยาว!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎหมายเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 4 ฉบับ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น การยกเลิกข้อจำกัดวาระดำรงตำแหน่ง และการแก้ไขลักษณะต้องห้ามกรณีการถือหุ้นสื่อ โดยให้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.69 เป็นต้นไป
 
สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารท้องถิ่น กฎหมายฉบับใหม่ได้ปรับลดเกณฑ์อายุขั้นต่ำลง โดยผู้สมัครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี จากเดิมต้องมีอายุ 35 ปี
 
คุณสมบัติด้านการศึกษา ผู้สมัครนายก อบจ. และนายกเทศมนตรี ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า อนุปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ เทียบเท่า... ส่วนนายก อบต. การศึกษาต้องไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่า

ที่สำคัญที่สุด คือ ยกเลิกเงื่อนไขการจำกัดจำนวนวาระดำรงตำแหน่ง โดยกฎหมายยังคงกำหนดให้วาระการดำรงตำแหน่งของ นายก อบจ., นายกเทศมนตรี และนายก อบต. มีคราวละ 4 ปี แต่ได้ตัดข้อความที่จำกัดการดำรงตำแหน่งติดต่อกันออกไป ส่งผลให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งต่อเนื่องได้ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนวาระ
 
ภาพรวมของการแก้กฎหมายครั้งนี้ น่าสนใจตรงที่มันมีสองด้าน ด้านหนึ่งเปิดประตูให้คนรุ่นใหม่ อายุ 25 ปี ก็ลงสมัครได้ ลดกำแพงเรื่องวุฒิการศึกษา ทำให้คนหน้าใหม่เข้าสู่การเมืองท้องถิ่นง่ายขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่งกลับเปิดประตูให้คนเก่าที่มีฐานอำนาจอยู่แล้ว อยู่ต่อได้แบบไม่มีเพดานวาระ
 
เดิมนายกท้องถิ่น อยู่ได้ 4 ปี ถ้าชนะอีกครั้งก็ 8 ปี แล้วต้องเว้นวรรค นั่นหมายความว่า อย่างน้อยทุก 8 ปี จะเกิดช่องว่างทางอำนาจ เปิดโอกาสให้คนใหม่เข้ามาแทรก แต่กฎหมายใหม่ปิดช่องว่างตรงนั้นให้คนเก่าเป็นที่เรียบร้อย
 
คนที่เป็นนายก ไม่ว่าจะเป็น นายก อบจ., นายกเทศมนตรี และนายก อบต. ที่สร้างฐานเสียงมา 8 ปี วันนี้ไม่ต้องส่งลูก ส่งเมีย หรือส่งคนในเครือข่ายมารักษาเก้าอี้อีกแล้ว ตัวเองลงต่อได้เลย
 
ถ้าถามว่ากฎหมายนี้ เปิดทางให้คนรุ่นใหม่หรือไม่ คำตอบคือ เปิดแน่นอน ...ขณะเดียวกันก็เปิดทางให้บ้านใหญ่ ที่เป็นนายก คนเก่าด้วย
 
ในสถานการณ์จริงส่วนใหญ่ “คนเก่า” จะได้เปรียบมากกว่า “คนใหม่” อยู่แล้ว
 
ดั้งนั้น ในการเลือกตั้งท้องถิ่นรอบต่อไป เราอาจเห็นผู้สมัครที่เป็นคนรุ่นใหม่มากขึ้น ขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นนักการเมืองท้องถิ่น“หน้าเก่า” อยู่ยาวขึ้นเช่นกัน
 
แม้ไม่ใช่อยู่ในตำแหน่งได้ตลอดชีวิต แต่หมายความว่า ถ้าชนะเลือกตั้ง ก็ดำรงตำแหน่งได้อีกเรื่อยๆโดยไม่มีเพดาน
ต้องไม่ลืมว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องนโยบาย แต่แข่งกันด้วยเครือข่าย คนรู้จัก หัวคะแนน กลุ่มผู้นำชุมชน ผู้รับเหมา กลุ่มธุรกิจ และฐานคะแนนเดิม
 
เมื่อคนที่สร้างเครือข่ายขึ้นมาได้ แล้วไม่ต้องออกจากสนามหลัง 8 ปีผ่านไป เครือข่ายนั้นก็มีโอกาสสะสมความแข็งแกร่ง สร้างเครือข่ายบารมีต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพะวงเรื่องช่องว่าง จนต้องเอาลูก เอาเมีย มาขัดตาทัพ
 
เพราะบางครั้งบางพื้นที่ ต่อให้เป็นลูก เป็นเมีย เป็นน้อง หรือเป็นคนสนิท ก็ไม่เท่ากับเจ้าตัวลงเอง เพราะการเมืองระดับท้องถิ่น คนจะเลือก“ตัวบุคคล” มากกว่าเลือก “นามสกุล”

การปิดช่องว่างตรงนั้นให้“นายกคนเก่า” ย่อมทำให้กลุ่มคู่แข่ง นักการเมืองหน้าใหม่ พรรคการเมืองระดับชาติ
กลุ่มทุนอื่น หรือเครือข่ายหัวคะแนนชุดใหม่ เข้ามาเจาะฐานเสียงได้ยากขึ้น
 
พูดง่ายๆว่า คนที่มีต้นทุนทางการเมืองสูงอยู่แล้ว ย่อมได้ประโยชน์จากการสะสมต้นทุนนั้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
 
ทั้งในเรื่องฐานเสียง เครือข่ายผู้นำชุมชน ผลงาน ความสัมพันธ์กับท้องถิ่น ชื่อเสียงในพื้นที่ รวมทั้งทีมเลือกตั้ง
ขณะที่คนเข้ามาใหม่ “การเข้าถึงอำนาจ” ก็จะยิ่งยากขึ้น
 
ส่วนเรื่องการลดอายุผู้สมัครลงมาเหลือ 25 ปี มีการมองว่า อาจเป็นการเอื้อต่อเครือข่ายของพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้คนรุ่นใหม่ มีสิทธิ์เข้าสู่สนามมากขึ้น

แต่ต้องไม่ลืมว่า “มีสิทธิ์สมัคร” กับ “มีโอกาสชนะ” มันคนละเรื่อง!
 
คนอายุ 25 ปี อาจมีความรู้ มีความสามารถ มีนโยบายดี แต่ถ้าไม่มีฐานคะแนน ไม่มีทีมงาน เครือข่ายในพื้นที่ ขาดเงินทุนในการหาเสียง โอกาสจะชนะ ได้เป็นนายก อบจ. หรือ เป็นนายกเทศมนตรี ก็ยาก
 
โดยเฉพาะสนามที่มีเจ้าของฐานเสียงเดิมอยู่แล้ว

ถ้าถามว่า ใครเป็นคนผลักดันแก้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นเหล่านี้ ก็ต้องย้อนไปเมื่อ วันที่ 18 กันยายน 2568 “ธนยศ ทิมสุวรรณ” ส.ส.เลย พรรคภูมิใจไทย เป็นตัวแทน “อนุทิน ชาญวีรกูล และคณะ” เสนอ ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับ อบจ. เทศบาล และ อบต. ต่อสภา ขณะเดียวกัน ก็มีร่างกฎหมายจากพรรคการเมืองอื่น เสนอเข้าไปด้วย และในเดือนเดียวกันนั้น สภารับหลักการร่างกฎหมายท้องถิ่น 10 ฉบับ พร้อมกัน
 
และกฎหมายที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นร่างกฎหมายมีต้นทางจาก ส.ส. พรรคภูมิใจไทย นำโดย “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่นเอง
 
ถ้าเอาการแก้กฎหมายครั้งนี้ ไปเทียบกับโครงสร้างการเมืองของพรรคภูมิใจไทย เราจะเห็นภาพบางอย่างชัดขึ้น
 
“ภูมิใจไทย” เป็นพรรคที่มีฐานการเมืองท้องถิ่นค่อนข้างแข็ง โดยเฉพาะเครือข่ายบ้านใหญ่ นักการเมืองท้องถิ่น และตระกูลการเมือง ในหลายจังหวัด

ดังนั้น เมื่อกฎหมายบอกว่า ถ้าคุณมีฐานเสียง และประชาชนเลือกคุณ ก็ให้คุณลงต่อไปได้เรื่อยๆ ย่อมเป็นกติกาที่ เข้าทางนักการเมืองที่มีฐานเสียงอยู่แล้ว โดยมองข้าม หรือไม่สนใจ ว่าจะมีการสร้างอิทธิพล การผูกขาด สืบทอดอำนาจการเมือง ผ่านระบบอุปถัมภ์ !!

ภาพที่ออกมาจึงหนีไม่พ้นคำว่า “ภูมิใจไทย” แก้กฎหมายนี้ เพื่อเอื้อบ้านใหญ่ หัวคะแนนอยู่ยาว!