xs
xsm
sm
md
lg

ครม.เคาะ Quick Win 5 ด้าน ดันรถไฟรางคู่-ประกันภัยพิบัติ 30 ล.ครัวเรือน อุทกภัย-วาตภัย-แผ่นดินไหว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายกฯนำทีมแถลง ครม.สัญจรใต้เคาะ Quick Win 5 ด้าน ดันรถไฟรางคู่-ประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน ครอบคลุม อุทกภัย-วาตภัย-แผ่นดินไหว 

วันนี้ (1ก.ย.) เวลา 12.30 น. ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองศิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาวิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 
และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงผลมติที่ประชุมภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ 

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นงานประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลตน โดยได้ลงในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี เพื่อรับฟังปัญหาติดตามการดำเนินงานและรับฟังข้อเสนอจากประชาชนและทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด ตลอดจนการลงพื้นที่ได้เห็นศักยภาพของพื้นที่และปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลได้เร่งแก้ไข โดยวันนี้ทางคณะรัฐมนตรีได้กำหนดแนวทางเร่งด่วนหรือ Quick Win เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการทันที โดยครอบคลุม 5 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ

ในส่วนของเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เติบโตจากศักยภาพของพื้นที่ด้วยตัวเอง ทั้งภาคเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เราจะเร่งปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้นำและผู้สนับสนุนโดยพร้อมกัน ซึ่งได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการ อาทิ ให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการด้านการเงินและภาษี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเฉพาะกิจ ซอฟต์โรนและค่าธรรมเนียมบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม รวมทั้งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมดำเนินงานขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำปัตตานีและร่องน้ำสงขลา เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้คนในพื้นที่มีโอกาส มีรายได้ และสามารถเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจของภูมิภาค

ด้านสังคมและคุณภาพชีวิต รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจน ดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข และการประกอบอาชีพ รัฐบาลได้มอบหมายให้เร่งดำเนินการด้านการออกแบบและก่อสร้างโรงพยาบาลหาดใหญ่แห่งที่ 2 โดยมีกรอบวงเงินเบื้องต้น 250 ล้านบาท นอกจากนี้รัฐบาลจะเร่งหารือกับประเทศมาเลเซีย เพื่อให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมลดภาระและต้นทุนของผู้ประกอบการ

สำกรับด้านความมั่นคง รัฐบาลจะเดินหน้าความมั่นคงควบคู่กับการพัฒนาหัวใจสำคัญ คือรัฐต้องทำงานร่วมกับประชาชน ไม่ใช่ทำงานแยกจากประชาชน เราจะเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึง ai มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยและการบริหารจัดการจุดผ่านแดน เป้าหมายของเราคือการสร้างความสงบ สร้างความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้ประชาชน สามารถใช้ชีวิตทำมาหากินและประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง

ด้านการป้องกันและบริหารจัดการภัยพิบัติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ วงเงินรวมกว่า 142 ล้านบาท ทั้งการก่อสร้างศูนย์ะักพิงชั่วคราวที่ปัตตานี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำของเทศบาลนครหาดใหญ่และของเทศบาลเมืองควนลัง จังหวัดสงขลา นอกจากนี้รัฐบาลได้เห็นชอบการดำเนินโครงการปรับปรุงแก้มลิง ครองเรียนอีกด้วย

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า คณะรัฐมนตรีในวันนี้ได้เห็นชอบในหลักการให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากการรอรับเงินเยียวยาไปสู่ระบบประกันภัยสำหรับครัวเรือน โดยแนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับเงินชดเชยเร็วกว่าและมากกว่าระบบเดิมเมื่อเกิดอุทกภัย วาตภัย หรือแผ่นดินไหว โดยมีเป้าหมายให้ความคุ้มครองที่อยู่อาศัยครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้ ซึ่งนี่คือการเปลี่ยนจากการเปลี่ยนรอเยียวยาเมื่อเกิดเหตุไปสู่การเตรียมความพร้อมและบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า นอกจากการเน่งด่วนดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการเร่งด่วนโครงสร้างขนาดใหญ่ที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคใต้ในระยะยาว โดยวันนี้คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการคมนาคมขนส่ง ในรูปแบบของรถไฟทางคู่ระยะที่สอง วงเงินทั้งสิ้น 106,798.32 ล้านบาท ซึ่งรถไฟทางคู่ระยะที่สองเส้นทางสายใต้ 3 ช่วง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ นี่คือสิ่งที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลมาแล้ว และในที่ประชุมคณะคณะรัฐมนตรีตนได้ขอให้สภาพัฒน์ได้พิจารณา เร่งการศึกษาในการที่จะเชื่อมต่อจากชุมทางหาดใหญ่ไปยังอำเภอสุไหงโกลก เพื่อที่จะทำให้ระบบการคมนาคมขนส่งระบบรางเป็นไปด้วยความสมบูรณ์ เชื่อม Missing Link ต่างๆ ตามเจตนารมย์ที่รัฐบาลได้มีนโยบายไว้ โดยโครงการนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่ง เชื่อมโยงเศรษฐกิจของภาคใต้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านด้วย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการสำคัญ เช่น สะพานข้ามทะเลสาบสงขลา และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา ซึ่งเมื่อวานนี้ได้เป็นสักขีพยานในการเริ่มดำเนินโครงการ ระหว่างกรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมและผู้รับจ้าง ภาคใต้ของประเทศไทยก็จะมีสะพานที่จะเชื่อมแผ่นดินใหญ่ที่จังหวัดกระบี่ไปยังเกาะลันตาน้อยและลันตาใหญ่ ซึ่งระหว่างสองเกาะนี้มีสะพานเชื่อมกันอยู่แล้ว ดังนั้นจากนี้ไปประชาชนคนไทยตลอดจนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็สามารถเดินทางโดยรถยนต์หรือขับขี่จักรยานยนต์ไปเที่ยว จากกระบี่ไปยังเกาะลันตาและเกาะลันตาน้อยได้ ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการเดินทาง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเดินทางโดยเรืออย่างเดียว และโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ที่จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง จากเดิมต้องเดินทางถึง 1.30 ชั่วโมง ลดเหลือเพียง 20 นาที ซึ่งจะเป็นเส้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกเส้นทางหนึ่งที่จะทำให้ต้นทุนในการดำรงชีวิต ต้นทุนการขนส่งสินค้า ต้นทุนในการจับจ่ายใช้สอย การผลิต การทำมาหากินและต้นทุนในการเดินทางต่างๆ ของประชาชนลดลงมาเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญที่สุดจะเป็นการยกระดับเศรษฐกิจ เพิ่มคุณค่าของเศรษฐกิจ และทำให้การท่องเที่ยวการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ขยายตัวขึ้นอย่างแน่นอน

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การมาประชุมการรัฐมนตรีที่ภาคใต้ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการประชุมในพื้นที่ แต่เป็นการนำปัญหาของประชาชนเข้าสู่การตัดสินใจของรัฐบาลโดยตรง เราไม่ได้รับฟังแล้วจบแต่ต้องรับฟังแล้วลงมือทำ โดย 5 จังหวันชายแดนภาคใต้มีศักยภาพเป็นอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว การค้าชายแดน ทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลาย สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือสนับสนุนศักยภาพเหล่านี้ และเร่งแก้ไขข้อจำกัดที่จะทำให้ประชาชนที่ไม่สามารถใช้ศักยภาพในพื้นที่นี้ได้อย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะทำงานโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป้าหมาย เศรษฐกิจต้องดีขึ้น ความปลอดภัยต้องเพิ่มมากขึ้น โอกาสต้องเพิ่มมากขึ้น และคุณภาพชีวิตของประชาชนต้องดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

ตนขอบคุณประชาชน ภาคเอกชน ผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ และทุกภาคส่วนในพื้นที่ ที่ร่วมสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้กับรัฐบาล ตนและคณะรัฐมนตรีพร้อมรับฟัง สนับสนุน และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างเต็มกำลังความสามารถ เราจะเดินหน้าพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สร้างโอกาส สร้างความมั่นคง และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน รัฐบาลจะทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชน เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

วันนี้ได้เห็นการขับเคลื่อนต่างๆ ที่เป็นไปในเชิงบวกอย่างมากมาย ได้มีการพบปะพูดคุยสร้างความเข้าใจความคุ้นเคยกับข้าราชการในพื้นที่ ตลอดจนข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้แห่งนี้ ทั้งทางภาคเศรษฐกิจ ทางด้านการปกครอง และด้านความมั่นคง เปิดโอกาสได้ข้าราชการที่ต้องมีการสลับหน้าที่ในปีงบประมาณ 2570 ที่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ทั้งที่ทดแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ และผู้ที่ได้รับการกำหนดมาดำรงตำแหน่งใหม่ได้มาพบกัน ซึ่งเราไม่ได้มีการปกปิดอะไร ได้พบปะได้รับช่วงต่อการทำงานเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่าง สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่องไร้อุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จเป็นอันมาก ซึ่งก็ทำให้ตนได้คิดว่าคงต้องมีรูปแบบของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่นี้ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยตอนนี้กำหนดไว้อย่างไม่เป็นทางการว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรครั้งต่อไปจะขึ้นไปที่ภาคอีสาน โดยคาดว่าจะเริ่มจากศูนย์กลางธุรกิจของเศรษฐกิจภาคอีสาน คือจังหวัดอุดรธานีเป็นจังหวัดต่อไป และจะพยายามไปให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเริ่มจากระดับภาคและย่อยลงไปในระดับจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ตามโอกาสที่จะอำนวยในแต่ละช่วง

ในเรื่องโครงการประกันภัยพิบัติถ้วนหน้า ในการจัดทำประกันภัยในครั้งนี้จะเป็นการคุ้มครองประชาชน โดยสรุปคือ คุ้มครองประชาชนประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ โดยภัยที่คุ้มครองมีอยู่ 3 ภัย คือ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยแบ่งความคุ้มครอง อาทิ คุ้มครองที่อยู่อาศัย วงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อหลังราคาเรือนต่อครั้ง และทุกครั้งที่เกิดความสูญเสียต่อที่อยู่อาศัย โดยใช้หลักเกณฑ์ของ ปภ. และไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี ส่วนความคุ้มครองต่อชีวิต กรณีเสียชีวิตจ่ายผลประโยชน์รายละ 2,000,000 บาท โดยความช่วยเหลือเบื้องต้นสามารถจ่ายได้ภายใน 15 วัน และความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกภายใน 15 วัน ซึ่งภาครัฐจะเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกัน  ประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี หากเทียบแล้วจะน้อยกว่าจำนวนเงินที่เราจ่ายในเรื่องของการเยียวยาอย่างเดียวเยอะ ซึ่งส่วนนี้ยังไม่รวมในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ค่าถุงยังชีพ ค่าจัดตั้งศูนย์พักพิง ค่าอาหารต่างๆ นี่เป็นสิ่งที่เราถือว่าประกันความเสี่ยง หากไม่เกิดพายุเลยก็ถือว่าเราได้ป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าไม่ให้เกิดความเสียหายมากกว่านี้ ถือเป็นการจำกัดความเสี่ยง โดยวงเงินคุ้มครองประมาณ 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ใช้ประมาณ 40,000 ล้านบาทต่อปี ฉะนั้นหากเป็นไปตามรูปแบบที่นายเอกนิติ และ แภ.คำนวณมาเบื้องต้น เราจะใช้จ่ายที่ลดน้อยลง แต่ความคุ้มครองประชาชนจะเป็นจำนวนที่มากขึ้น ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชน