เพราะบทเรียนในอดีตสอนนักการเมืองว่า รัฐบาลส่วนใหญ่จะอยู่ได้ไม่นานก็มักมีอันเป็นไป ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้ขึ้นมาครองอำนาจต้องรีบถอนทุน ต้องกอบโกยให้เร็วที่สุด!
นั่นจึงเป็นที่มาของการทุจริต คอร์รัปชัน ครั้งมโหฬาร เก็บทุกเม็ด ทุกรายละเอียด แบบ“ไร้จริยธรรม”
ไม่ต้องดูย้อนหลังไปไกล เอาแค่ในช่วงที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ขึ้นครองอำนาจก็นับกันไม่หวาดไม่ไหว เรื่องใหญ่ๆ ทั้งนั้น
อย่างเช่น ตึก สตง.ถล่ม คนตายไปเกือบร้อย นี่ผ่านมาปีกว่าแล้วยังจับมือใครดมไม่ได้ ...เครนรถไฟความเร็วสูง ที่สีคิ้ว ถล่มลงมาทับรถไฟ ตายไป 32 ราย ก็ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ
เรื่องปากท้อง เรื่องกักตุนน้ำมันปล้นประชาชนไป 3-4 หมื่นล้าน รัฐบาลบอกจะจับ “ไอ้โม่ง”ให้ได้ แต่ถึงวันนี้ก็ยังหาไอ้โม่งไม่เจอ แต่คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้ว่าไอ้โม่ง แอบไปซุกอยู่ใต้เตียงผู้นำรัฐบาลนั่นแหละ
เรื่องการเรียกรับผลประโยชน์จากพวกต่างชาติ ให้สามารถมาถึงครองธุรกิจ ทรัพย์สินในประเทศไทย ผ่าน“นอมินี” มาทำธุรกิจแข่งกับคนไทย แย่งอาชีพคนไทย ปล่อยให้ต่างชาติยึดครองที่ดิน เกาะ ชายหาด ภูเขา ทั้งที่ ภูเก็ต พะงัน แม่ฮ่องสอน และจังหวัดอื่นๆ
เรื่อง“พ่อทิพย์” รับสินบนต่างชาติ เพื่อให้ได้สัญชาติไทย ได้รับสวัสดิการต่างๆ เหมือนคนไทย
ยังมีเรื่อง เขากระโดง ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงที่ตรงไหน...เรื่องเอาถนนหลวงมาทำรันเวย์เครื่องบินเล็กหาประโยชน์ส่วนตัว
และที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในตอนนี้ ก็เรื่อง “โกงเลือก สว.” ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ทำความเสียหายให้กับระบบยุติธรรมไทย เพราะสว.เหล่านี้จะเป็นต้นทางของระบบการตรวจสอบทุจริต เขาจะไปเลือกกรรมการใน “องค์กรอิสระ” ไม่ว่าจะเป็น กกต.- ป.ป.ช -ศาลรัฐธรรมนูญ-ผู้ตรวจการแผนดิน
ถ้าสว.มีสังกัด ย่อมต้องเลือกกรรมการองค์กรอิสระที่มีสังกัดตามไปด้วย และเราจะเอาคนชั่ว คนโกง เข้าคุก ติดตะรางได้อย่างไร
อีกเรื่องที่น่าอดสูมาก คือ การโกงสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น มีการเรียกรับเงินกันถึง 5-6 พันราย คิดเป็นเงินหลายพันล้านบาท และตอนนี้ก็เห็นได้ชัดว่ากำลังใช้วิธีตัดตอน ไม่ให้ความผิดไปถึงนักการเมืองที่เป็นตัวการใหญ่
เรื่องต่างๆ ที่ยกมานี้ จะเห็นได้ว่าการโกงไม่เพียงอยู่ในจิตวิญญาณของนักการเมือง แต่มันยังฝังรากลงไปในระบบราชการด้วย
ประชาชนเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ไม่เห็นความรับผิดชอบจากรัฐบาล
และที่สำคัญคือ … ระบบตรวจสอบคนโกง กำลังเอาคนโกงไม่อยู่!
ขณะที่“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี บอกว่า เรื่องคอร์รัปชันเป็นเรื่องของคน ไม่ใช่เรื่องของระบบ ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นเรื่องของคน จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นประปราย ไม่ใช่เกิดเป็นประจำ ซ้ำซาก จนขยายไปในวงกว้าง เป็นเรื่องยืนยาว ฝังรากขนาดนี้
“อนุทิน” แก้โกง ด้วยการตัดจบที่ตัวเล็กตัวน้อย ไม่กล้าไปแตะโครงสร้าง ไม่กล้าล้างระบบ เพราะกลัวว่าจะเข้าทำนอง “ขว้างงูไม่พ้นคอ” คือ สุดท้ายก็จะเจอพรรคพวกของตัวเองเต็มไปหมด ที่ทำเรื่องโกง
จึงนับว่าเป็นความโชคร้ายของประเทศ ที่มีผู้นำที่มีวิธีคิด วิธีแก้ปัญหาทุจริตของประเทศในลักษณะนี้ และเมื่อจวนตัวก็เล่นละคร เล่นตลก แถไปวันวัน
วันนี้ เรื่อง “โกง” คงไม่ต้องถามแล้วว่า ประเทศไทยโกงกันมากแค่ไหน? แต่ที่ต้องถามคือประเทศไทยมีกลไกตรวจสอบมากมาย ที่ชื่อว่า “องค์กรอิสระ” แล้วทำไมยังทำให้คนโกงกลัวไม่ได้!?
คำตอบ ก็ย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นคือ...เมื่อสว.มีสังกัด กรรมการองค์กรอิสระก็มีสังกัดตามไปด้วย และต้นสังกัดดันเป็นคนโกงเสียเอง
เมื่อต้นน้ำของระบบตรวจสอบมีปัญหา ก็อย่าหวังให้ปลายน้ำเอาคนโกงเข้าคุกได้!
เพราะองค์กรอิสระเหล่านี้ จะเป็น“ด่านหน้า” ในการคัดกรอง ตัดตอน เรื่องทุจริตไม่ให้ไปถึงศาล
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บทบาทของ กกต. กับคดีฮั้วสว.ในขณะนี้
นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่จะต้องแก้ให้ตกว่า ทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรม “เอาผิดได้จริง และเร็ว” แต่ก็เห็นๆกันอยู่ว่า ผู้ถืออำนาจ ไม่คิดจะแก้ เพราะพวกเขาคือผู้ได้รับประโยชน์
ขณะนี้ ประเทศชาติ จึงกำลังเดินบนเส้นทางที่นำไปสู่ “รัฐล้มเหลว” จากปัญหา
โกง...องค์กรตรวจสอบพึ่งพาไม่ได้...ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า...ชาวประชาระเบิดพลังขับไล่รัฐบาล...เกิดความวุ่นวายโกลาหลในบ้านเมือง…!!


