“ทนายเชาว์ ” โต้ “ศุภชัย" ป้อง “มาร์ค” ไม่เคยเอ่ยภท.มีอิทธิพลเหนือ สว. ซัดตีความเองเข้าทำนอง “วัวสันหลังหวะ” จวกขุดบอยคอตเลือกตั้งปี 49–57 เป็นตรรกะบิดเบี้ยว เตือนปชต.ไม่ได้มีแค่หีบบัตร หากกลไกตรวจสอบถูกยึดอาจสายเกินแก้
วันที่ (30 สิงหาคม 2569) นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก “Chao Meekhuad” เรื่อง “ก่อนย้อนเรื่องรัฐประหาร ถามก่อนวันนี้ใครกำลังทำประชาธิปไตยเหลือแต่เปลือก” ตอบโต้นายศุภชัย ใจสมุทร หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กรณีตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่พรรคการเมืองอาจมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา และส่งบุคคลเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ จนกระทบระบบตรวจสอบถ่วงดุล
นายเชาว์ระบุว่า ประเด็นแรกที่ต้องพูดให้ตรงกันคือ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คำเดียว โดยใช้ถ้อยคำว่า “ถ้าพรรคการเมืองยึดครอง สว.” แต่ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยกลับตีความว่าเป็นการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทยยึดครองวุฒิสภา พร้อมระบุว่า “แบบนี้ชาวบ้านเขาเรียก ‘วัวสันหลังหวะ’ ครับ”
นายเชาว์กล่าวว่า คำถามของนายอภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ศาลตัดสินหรือยังว่าใครผิด” แต่เป็นคำถามเชิงระบบว่า เมื่อ สว.มีบทบาทคัดเลือกบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระ ขณะที่มีข้อสงสัยเรื่องอิทธิพลทางการเมืองต่อวุฒิสภา จะมีหลักประกันเพียงพอหรือไม่ว่าจะไม่เกิดการยึดกลไกตรวจสอบ
“นี่ต่างหากคือคำถามที่นายศุภชัยควรตอบ แต่กลับไม่ตอบ แล้วเลือกพาเรื่องหนีไปถึงปี 2549 และ 2557 แทน” นายเชาว์ระบุ
พร้อมย้ำว่า การรักษาประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงบอกประชาชนว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้วทุกอย่างจบลง เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังต้องถูกตรวจสอบ วุฒิสภาต้องเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจทางการเมือง องค์กรอิสระต้องมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง และผู้มีอำนาจตรวจสอบผู้อื่นก็ต้องสามารถถูกตรวจสอบได้เช่นกัน
นายเชาว์ยังตอบโต้กรณีนายศุภชัยหยิบยกการที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในปี 2549 และ 2557 ก่อนที่วิกฤตการเมืองทั้งสองครั้งจะลงเอยด้วยการรัฐประหาร โดยมองว่าเป็น “ตรรกะที่บิดเบี้ยว” แม้นายศุภชัยจะระบุว่าไม่อาจกล่าวได้ว่าการบอยคอตเป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร แต่การนำสองเหตุการณ์มาเชื่อมโยงกันอาจทำให้เกิดความเข้าใจในลักษณะดังกล่าว
นายเชาว์ระบุว่า หากจะย้อนประวัติศาสตร์ต้องพิจารณาบริบททั้งหมดด้วยว่า ก่อนการตัดสินใจดังกล่าว ประเทศอยู่ท่ามกลางวิกฤตความไว้วางใจต่อการใช้อำนาจของรัฐบาล ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต และข้อถกเถียงเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกลไกตรวจสอบ ดังนั้น การกล่าวถึงเฉพาะปลายเหตุโดยไม่พูดถึงสภาพของระบบที่นำไปสู่วิกฤต จึงไม่ใช่การอ่านประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน
“ถ้าวันหนึ่งพรรคการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา วุฒิสภาสามารถส่งคนเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ และองค์กรอิสระเหล่านั้นมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารหรือวุฒิสภาที่เกี่ยวโยงกับผู้ส่งตนเข้าไป เราจะยังเรียกระบบเช่นนั้นว่า ‘ตรวจสอบถ่วงดุล’ ได้เต็มปากหรือไม่ นี่ต่างหากคือคำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์” นายเชาว์ระบุ
นายเชาว์กล่าวด้วยว่า ข้อกล่าวหาเรื่อง “ล้มล้างการปกครอง” เป็นเรื่องร้ายแรงและต้องพิสูจน์ตามกระบวนการกฎหมาย จึงไม่ควรด่วนตัดสินบุคคลหรือพรรคการเมืองใด แต่ไม่ได้หมายความว่าสังคมจะตั้งคำถามไม่ได้ว่า มีพฤติการณ์ใดที่อาจกำลังเซาะกร่อนหลักประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงการเลือกตั้ง แต่ยังประกอบด้วยหลักนิติรัฐ การแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุล และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ
“ผมคิดว่าหัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถูกแล้วครับ เราอยู่เฉยไม่ได้ เพราะถ้ารอจนกลไกตรวจสอบถูกยึดหมดแล้ว วันนั้นอาจสายเกินไปที่จะถามว่า ใครเป็นคนล้มประชาธิปไตย” นายเชาว์ระบุทิ้งท้าย


