“ชัยธวัช” ชี้ปมโกง สว.ไม่ใช่แค่วิกฤตกลไกตรวจสอบ แต่เป็นสัญญาณวิกฤตประชาธิปไตย โยงพัฒนาการอำนาจตั้งแต่รัฐประหารปี 57–รัฐธรรมนูญ 60 สู่สิ่งที่เรียก ระบอบสีน้ำเงินเตือนหากจัดการไม่ได้ อาจกระทบทั้งระบอบประชาธิปไตยและหลักการวางพระราชสถานะให้เป็นกลางทางการเมือง
วันที่ 29 ส.ค. 69 นายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในเวทีเสวนาตามโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ถึงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลจากกรณีที่เรียกว่า “โกง สว.” ว่า ส่วนตัวมีความกังวลต่อโครงสร้างการเมืองไทยมาตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 การประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 และการแต่งตั้ง สว.โดย คสช. ซึ่งขณะนั้น สว.มีทั้งอำนาจให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระและร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี
นายชัยธวัชตั้งคำถามว่า เหตุใดสังคมจึงเพิ่งมากังวลในวันนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่จำเป็นต้องมีข้อกล่าวหาเรื่องการโกง ก็สามารถแต่งตั้ง สว.ได้โดยตรง พร้อมระบุว่า หากจะทำความเข้าใจปัญหา “โกง สว.” และวิกฤตกลไกตรวจสอบถ่วงดุล จำเป็นต้องมองพัฒนาการทางการเมืองไทยอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา เพราะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกัน
“ถ้าถามว่าคดีโกง สว.ทำให้ผมกังวล เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุลหรือไม่ ผมไม่ได้กังวลแค่นั้น แต่กังวลใหญ่กว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่ใช่วิกฤตแค่กลไกตรวจสอบถ่วงดุล คดีโกง สว.เป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงถึงวิกฤตระบอบประชาธิปไตยไทย จากภัยคุกคามของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่เป็นพัฒนาการล่าสุดของระบอบการเมืองนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560” นายชัยธวัชกล่าว
นายชัยธวัชกล่าวต่อว่า ในมุมมองของตน องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และวุฒิสภาภายใต้โครงสร้างการเมืองหลังรัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ แต่ถูกออกแบบให้มีบทบาทกำกับควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง จึงนำไปสู่ข้อกังขาถึงมาตรฐานในการใช้อำนาจตรวจสอบทางการเมือง
นายชัยธวัชยังกล่าวถึงบทบาทของ สว.ว่า แม้ปัจจุบันไม่มีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรสำคัญ รวมถึงมีบทบาทต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงมองว่า สว.ยังเป็น “แกนกลาง” ของโครงสร้างอำนาจดังกล่าวพร้อมกล่าวหาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนความพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เสียงข้างมากในวุฒิสภา เพื่อรักษาโครงสร้างที่ตนเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” เอาไว้
นายชัยธวัชทิ้งท้ายว่า หากกรณี สว.ไม่สามารถจัดการให้เกิดความกระจ่างและเป็นที่ยอมรับได้ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล แต่จะขยายไปถึงความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยไทยโดยรวม
“เรื่องนี้ไม่ใช่แค่กระทบความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล แต่กระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งหมด รวมถึงหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่จะต้องจัดวางพระราชสถานะให้ทรงเป็นกลางทางการเมือง เรื่องนี้ใหญ่กว่าเรื่องกลไกตรวจสอบ” นายชัยธวัชกล่าว


