“จุลพันธ์” เผย ถก ผอ.ใหญ่ ILO ดัน “เพิ่มการรับรองทักษะแรงงานไทย-ลดข้อจำกัดด้านภาษา“ เปิดโอกาสแรงงานจากอาเซียนสู่ระดับโลก ยัน ทักษะแรงงานไทย ขึ้นแท่นระดับโลก
เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 28 ส.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมหารือกับ นายกิลเบิร์ท เอฟ โฮงโบ (Mr. Gilbert F. Houngbo) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่เข้าพบนายกรัฐมนตรี และรมว.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสที่เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ครั้งที่ 29 ว่า ในการประชุมรัฐมนตรีแรงงานอาเซียน ถือว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีในการช่วยขับเคลื่อนมิติด้านแรงงานของประเทศไทย โดยหัวข้อหลัก คือ เรื่องการรับรองทักษะ เพื่อ ให้การรับรองทักษะของไทยเป็นที่ยอมรับในภูมิภาคอาเซียนและในระดับโลก โดยประเทศที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ให้การตอบรับ จากนี้เราจะต้องมาพัฒนาเกี่ยวกับทักษะที่เป็นกลาง เมื่อได้รับการรับรองและยอมรับในทักษะแล้ว จะเป็นประโยชน์ต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาคอาเซียน และได้รับการยอมรับในระดับโลก ซึ่งในการประชุมรมต.แรงงานอาเซียร ทั้งจีนเกาหลี ญี่ปุ่น ก็พยายามที่จะเข้ามาร่วมกับไทย เมื่อเราได้รับการยอมรับ ในอนาคตจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทย หรือในภูมิภาคอาเซียน สามารถเดินทางไปทำงานที่ใดก็ตามในโลกก็จะได้รับการยอมรับ
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องมาตรฐานทักษะที่จะให้ไดรับการรับรองจะต้องมานั่งพูดคุยประชุมหารือกันในกลุ่มย่อยเนื่องจากมาตรฐานทักษะฝีมือในด้านต่างๆมีรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งเวลานี้ประเทศไทย มีทักษะแรงงานในหลายเรื่อง เช่น ช่างเชื่อม นวดแผนไทย ที่ติดอันดับท็อปของโลก จึงต้องเพิ่มทักษะฝีมืออื่นเพิ่มเติม เช่น เรื่องรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) โซลาร์เซลล์ ปัญญาประดิษฐ์(AI) สิ่งเหล่านี้จะต้องพัฒนาเพื่อให้คนไทยและคนในภูมิภาคอาเซียน ก้าวทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เนื่องจากแรงงานในกลุ่มนี้เป็นที่ต้องการในตลาดโลกอยู่แล้วเพียงแต่มีข้อจำกัดอื่น โดยเรื่องการพัฒนาแรงงานด้าน AI ตั้งเป้าจะพัฒนาโดยการอัปสกิลและรีสกิล ให้ได้ 1 ล้านคน ภายในปี 2030 โดยทำงานร่วมกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องภาษา ที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม เป็นการปั้นคนให้พร้อมเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในการหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ฯ ของILO ยังพูดคุยถึงข้อจำกัดของแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศ คือ เรื่อง ภาษา ซึ่งแรงงานของเราเป็นที่ต้องการของตลาดโลก จึงหารือถึงการลดข้อจำกัดดังกล่าว ซึ่งรัฐมนตรีอาเซียนที่มาร่วมประชุมรับเรื่องไปพิจารณาลดข้อจำกัดดังกล่าว จากระดับการศึกษามาเป็นการสื่อสารในระดับพื้นฐานทั่วไป เพื่อส่งแรงงานไปทำงานง่ายขึ้น โดยสร้างกลไกว่าเมื่อไปถึงประเทศปลายทางให้สามารถฝึกฝนทักษะด้านภาษาได้เพิ่มเติม เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานสามารถไปทำงานได้มากขึ้น


