“บวรศักดิ์” ชี้ องค์กรอิสระเผชิญวิกฤตศรัทธา เสนอ “อภิวัติ 5 ด้าน” ผ่าตัดใหญ่แก้รัฐธรรมนูญ รื้อระบบสรรหา โอนอำนาจจัดการเลือกตั้งจาก กกต. และคืนกลไกถอดถอนสู่ประชาชน เพื่อฟื้นความเชื่อมั่น
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวบนเวทีเสวนาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า เรื่อง “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ ที่มาและทางออก” โดยกล่าวถึงปัญหาการทำงานขององค์กรอิสระ พร้อมเสนอแนวทางปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ประเทศไทยอยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบ 25 กลุ่ม และมีเรื่องที่ต้องปรับปรุงจำนวนมาก โดยประเด็นการทุจริตถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่จากประสบการณ์ขณะอยู่ในรัฐบาลอนุทิน 1 พบหลายกรณีที่สะท้อนว่าผู้มีอำนาจยังไม่ได้ให้ความสำคัญหรือเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง
นายบวรศักดิ์ ยังย้อนถึงพัฒนาการขององค์กรอิสระตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเริ่มกำหนดให้มีองค์กรอิสระ ก่อนขยายไปสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญปี 2550 และยังคงโครงสร้างดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560
อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งสำรวจมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นขององค์กรอิสระ พบว่าในระยะแรกองค์กรเหล่านี้มีผลงานและได้รับความเชื่อมั่น แต่ปัจจุบันระดับความเชื่อมั่นลดลง เนื่องจากผลงานไม่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน
นายบวรศักดิ์ จึงเสนอ “อภิวัติ 5 ด้าน” เพื่อเป็นทางออกในการปรับระบบการเมืองและองค์กรอิสระ ได้แก่
1. อภิวัติเวลาการได้มาของรัฐบาล ลดช่วงสุญญากาศหลังยุบสภาหรือสภาครบวาระ โดยเสนอให้หลังยุบสภาจัดเลือกตั้งภายใน 30 วัน ส่วนกรณีครบวาระให้เลือกตั้งภายใน 15 วัน พร้อมกำหนดกรอบเวลารับรองผล เรียกประชุมสภา และเลือกนายกรัฐมนตรีให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระบวนการตั้งรัฐบาลกินเวลานานหลายเดือน
2. อภิวัติการสรรหาองค์กรอิสระ นำแนวทางจากร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 กลับมาพิจารณา ให้กรรมการสรรหามาจากหลายฝ่าย ทั้งศาล ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และองค์กรอิสระ ขณะที่การให้ความเห็นชอบใช้ที่ประชุมรัฐสภา แต่แยกการนับคะแนนเป็น 3 กลุ่ม คือ สส.รัฐบาล ฝ่ายค้าน และ สว. ผู้ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 กลุ่มจึงผ่าน พร้อมเปิดเผยผลลงคะแนนและข้อมูลการตรวจสอบประวัติ
3. อภิวัติระบบถอดถอน คืนกลไกให้ประชาชนมีส่วนโดยตรง โดยเสนอให้การถอดถอนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีสามารถใช้การลงคะแนนของประชาชนทั่วประเทศ ส่วน สส.หรือ สว. ให้จำกัดพื้นที่ลงคะแนนตามภาคหรือจังหวัดที่เกี่ยวข้อง
4. อภิวัติสำนักงาน กกต. เสนอไม่ให้ กกต.เป็นผู้จัดการเลือกตั้งโดยตรง แต่โอนภารกิจจัดเลือกตั้งให้กลไกส่วนราชการระดับกระทรวง รวมถึงองค์กรในภูมิภาคและท้องถิ่นดำเนินการ ขณะที่ กกต.ทำหน้าที่หลัก 2 ด้าน คือ ออกกฎและกำกับการเลือกตั้ง รวมถึงดำเนินการกับผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง
5. อภิวัติการยอมรับ “กลุ่มการเมือง” เปิดพื้นที่ให้ประชาชนรวมตัวทางการเมืองได้โดยไม่จำเป็นต้องยกระดับเป็นพรรคการเมืองที่ต้องมีสมาชิกหรือสาขาตามเงื่อนไขจำนวนมาก เพื่อเพิ่มทางเลือกและช่องทางการมีส่วนร่วมทางการเมือง
นายบวรศักดิ์ ย้ำว่า ก่อนเดินหน้าเขียนหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ควรศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบระบบต่างประเทศอย่างรอบด้าน เพื่อออกแบบกติกาที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศและฟื้นความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญ


