แทบไม่น่าเชื่อว่าในตอนนี้กระแส “ไม่ชอบ” ชาวอิสราเอล หรือ “ชาวยิว” จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนอาจเรียกได้ว่ากำลังลุกลามกลายเป็น “กระแสเกลียดชัง” มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไทย แม้ว่าอาจจะเป็นเพียงแค่ “บางพื้นที่” ที่มีชุมชนชาวยิวอาศัยอยู่ เช่น ที่ภูเก็ต เกาะสมุย หรือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้น ซึ่งอารมณ์แบบนี้ถือว่าเปลี่ยนแบบหักมุมกันเลยทีเดียว เพราะหากย้อนกลับไปไม่กี่เดือนก่อน ช่วงที่อิสราเอลทำสงครามปราบปรามกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา เมื่อ 7 ธันวาคมปี 2567 ในตอนนั้นมีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังเชียร์อิสราเอล หรือแม้แต่ช่วงที่สู้รบกับอิหร่าน คนไทยจำนวนหนึ่งก็ยังเชียร์ และมีคนไทยจำนวนนับหมื่นคน ที่ไปทำงานด้านเกษตรที่นั่น
แต่ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านมาเพียงไม่กี่เดือน ความรู้สึกกลับพลิกกลับมาเป็นด้านลบอย่างรวดเร็ว และตามรายงานข่าวที่เผยแพร่ออกมาเกือบทั้งหมดล้วนเป็นลักษณะ “รับไม่ได้กับพฤติกรรมแย่” กับกลุ่ม “ชมชนชาวยิว” ที่มาตั้งรกรากในไทยมากขึ้น การไม่เคารพกฎหมายไทย รวมไปถึงพวกนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่เข้ามาก็มักมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกัน เพราะคนพวกนี้นอกจากไม่เคารพกฎหมาย ระเบียบแล้ว ยังมีพฤติกรรมที่ข่มขู่ จนหลายพื้นที่เริ่มทนไม่ได้ และเริ่มรวมตัวออกมาต่อต้าน เช่นที่ ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพงัน เป็นต้น
ล่าสุดต้องมีการเพิกถอนวีซ่าชาวอิสราเอล หลังจากมีพฤติกรรมถึงขั้นบังอาจขู่ฆ่านักธุรกิจชาวไทยที่เกาะสมุย และเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ จะมีการเคลื่อนไหวต่อต้าน “ชุมชนชาวยิว” ในไทยออกมาให้เห็นเรื่อยๆ
ตามรายงานข่าวที่ออกมาบอกว่า มีชาวภูเก็ตจำนวนหนึ่งนัดหมายออกมาชุมนุมต่อต้าน ชาวอิสราเอล ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ เนื่องทนไม่ไหวกับพฤติกรรมที่น่ารังเกียจดังกล่าว
อย่างไรก็ดี นั่นเป็นความเคลื่อนไหวในประเทศไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่ต่อต้านชาวยิว แต่ที่น่าจับตาก็คือกระแสต่อต้านแบบนี้ยังมีอีกหลายแห่ง หลายประเทศ เช่น ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดขึ้นในประเทศศรีลังกา ในลักษณะเดียวกัน
โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา พระสงฆ์ศรีลังกาเข้าร่วมกับพวกชาวบ้านในเมืองหิริเกติยา ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเล ในการประท้วงต่อต้านการเข้ามาพักอาศัยอยู่ของนักท่องเที่ยวอิสราเอล กล่าวหาชาวอิสราเอล จัดตั้งสถานประกอบการที่ผิดกฎหมายและทำลายความสงบสุข ใกล้วัดพุทธที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
หิริเกติยา เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่ตั้งอยู่ในอ่าวเล็กๆ ตามแนวชายฝั่งทางใต้ของศรีลังกา ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่แถบนี้กลายมามีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะจุดหมายปลายทางการเล่นกระดานโต้คลื่นลำดับต้นๆ ของประเทศ
ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่เป็นชาวพุทธและมีชุมชนชาวสิงหลอาศัยอยู่ มันมีวัดอยู่หลายแห่ง ในนั้นรวมถึงวัดเววูรุกันนาลา วิหารยา วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในยุคศตวรรษที่ 18 และเป็นที่ตั้งของพระพุทธรูปปางนั่งสูงที่สุดของศรีลังกา
อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วๆ นี้ พวกผู้แสวงบุญและนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนหิริเกติยาและหมู่บ้านใกล้เคียง พบเห็นการไหลบ่าของผู้มาเยือนชาวอิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นปีได้มีการจัดตั้งชาบัดแห่งหนึ่ง อันเป็นศูนย์ชุมชนและสถานที่แสวงบุญของศาสนายูดายแบบฮาซิดิก
ชาบัดแห่งนี้ถูกจัดตั้งโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับการยินยอมจากชุมชน โหมกระพือการประท้วง ซึ่งมีผู้ชนุมราว 300 คน ในนั้นรวมถึงพระสงฆ์ซึ่งเป็นตัวแทนของวัดพุทธท้องถิ่น 2 แห่ง รวมตัวกันประท้วงในช่วงสุดสัปดาห์วันที่ 15 -16 สิงหาคม ที่ผ่านมา
"อิทธิพลของอิสราเอลกำลังกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ แม้แต่เรื่องเล็กน้อย พวกเขาก็ยังหาเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนในท้องถิ่น และก่อความปั่นป่วนแก่สันติภาพในพื้นที่" ผู้ประท้วงรายหนึ่ง ระบุ
ชาวบ้านเล่าด้วยว่าพวกผู้มาเยือนชาวอิสราเอล ยังได้จัดตั้งธุรกิจที่ประกอบกิจการนอกกฎหมายโดยไม่มีใบอนุญาตที่จำเป็น จ้างงานเพื่อนร่วมชาติชาวอิสราเอลโดยไม่มีวีซ่าทำงานอย่างถูกต้อง และเลือกปฏิบัติกับชาวบ้านท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ
เจ้าอาวาสวัดติคเวลา ดีกาวาลุการามา ดีฆวาปี ราชมหาวิหาร หนึ่งใน 2 วัน ที่มีพระสงฆ์เข้าร่วมประท้วงกับพวกชาวบ้าน บอกกับพวกผู้สื่อข่าวว่าการปล่อยให้มีการจัดตั้งชาบัด จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
"เราไม่ต้องการให้นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเข้ามาในพื้นที่ของเรา เพราะการมีอยู่ของพวกเขาเป็นการรบกวนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ต้องการมาเยือนดินแดนของเรา" ท่านกล่าว "จำนวนนักท่องเที่ยวคนอื่นๆลดลงอย่างมาก เพราะว่านักท่องเที่ยวอิสราเอลก่อมลพิษกับสถานที่นี้"
ความรู้สึกที่เริ่มไม่ชอบและกำลังกลายเป็นความ “เกลียดชัง” แบบนี้กำลังแผ่ลามออกไปหลายประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศที่ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ หรือความเกี่ยวพันทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างประเทศไทย หรือที่เพิ่งเกิดขึ้นกับประเทศศรีลังกา เพราะประเทศเหล่านี้ในอดีตต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันยังต้อนรับนักท่องเที่ยว นักลงทุนต่างชาติ แต่อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกมาแบบนี้ถือว่าต้อง “เหลืออด” จริงๆ
ความรู้สึกแบบนี้ แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล นาฟตาลี เบนเนตต์ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อิสราเอลกำลังสูญเสียแรงสนับสนุนจากสหรัฐฯ และนานาชาติ พร้อมเตือนรัฐบาลของ เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำคนปัจจุบัน กำลังล้มเหลวในทุกมิติ ท่ามกลางการถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติหนักหน่วงยิ่งขึ้น อันเนื่องจากสงครามกาซา
เบนเนตต์ กล่าวเมื่อวันพุธที่แล้ว ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผลงานด้านการทูตและการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างรุนแรง บอกว่าเวลานี้ เทลอาวีฟสูญเสีย "สหรัฐฯและประชาคมนานาชาติในวงกว้าง" พร้อมเตือนว่าจุดยืนในเวทีโลกของประเทศ ได้ดำดิ่งสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ
แน่นอนว่าอารมณ์ความรู้สึกดังกล่าวต่อชาว “ยิว” หรือชาวอิสราเอล ล้วนมาจากพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของพวกเขาเอง เพราะหากไม่มีการปรับตัว เคารพกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติ กติกาการอยู่ร่วมกันในประเทศอื่น ยังมีพฤติกรรมเอาเปรียบ ดูแคลนคนในท้องถิ่น พวกเขาก็จะยิ่งเจอแรงต้านมากขึ้น และจะกลายเป็นความ “เกลียดชัง” ในที่สุด ซึ่งหากอารมณ์ความรู้สึกไปไกลถึงขนาดนั้นก็อาจได้เห็นอิสราเอลสิ้นชาติอีกครั้งก็ได้ !!


