xs
xsm
sm
md
lg

“นายกฯนิวซีแลนด์” เปิดวงคุย “สุภรัฐ จิราธิวัฒน์”ต่อยอดเอกชนไทย ดัน Central Group เป็น Gateway การค้าไทย–นิวซีแลนด์ ร่วม Team Thailand

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สุภรัฐ จิราธิวัฒน์” ร่วมคณะนายกฯ อนุทิน บุกออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ ดันเอกชนไทยรับไม้ต่อ Economic Diplomacy สู่โอกาสทางธุรกิจจริง ด้านนายกรัฐมนตรี Christopher Luxon เปิดวงหารือแบบ One-on-One ต่อยอดสัมพันธ์ระยะยาว Central Group–New Zealand พร้อมขยายบทบาทค้าปลีกจากปลายทางจำหน่ายสินค้า สู่ Gateway เชื่อมผู้ผลิต–แบรนด์–ผู้บริโภคระหว่างประเทศ

นายสุภรัฐ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านพัฒนาองค์กรกลุ่มเซ็นทรัล ร่วมคณะภาคเอกชนไทยในการเดินทางเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และตัวแทนภาคธุรกิจไทย เพื่อเดินหน้าเปิดประตูการค้า การลงทุน และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทย

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของภารกิจครั้งนี้อยู่ที่นิวซีแลนด์ เมื่อนายสุภรัฐได้รับเชิญให้เข้าหารือแบบ One-on-One กับ Rt Hon Christopher Luxon นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ระหว่างงานเลี้ยงอาหารกลางวันอย่างเป็นทางการ ณ Government House สะท้อนความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ใกล้ชิดและต่อเนื่องระหว่างนิวซีแลนด์กับกลุ่มเซ็นทรัล

เบื้องหลังความสัมพันธ์ดังกล่าว คือความร่วมมือที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน โดย Central Food Retail ทำงานร่วมกับนิวซีแลนด์ในการส่งเสริมสินค้าเข้าสู่ตลาดไทย ผ่านการจัด New Zealand Fair เป็นประจำทุกปี ช่วยเปิดพื้นที่ให้สินค้าและผลิตภัณฑ์จากนิวซีแลนด์เข้าถึงผู้บริโภคไทย

ความสัมพันธ์ยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการที่ปรึกษา กลุ่มเซ็นทรัล ได้หารือร่วมกับฝ่ายนิวซีแลนด์ถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือเพิ่มเติม ก่อนต่อยอดมาสู่การหารือระดับนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์กับนายสุภรัฐในครั้งนี้

จาก “Retailer” สู่ “Gateway” เชื่อมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

นายสุภรัฐมองว่า ภาคค้าปลีกกำลังมีบทบาทมากกว่าการเป็นปลายทางจำหน่ายสินค้า เพราะเครือข่ายค้าปลีกสามารถทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมผู้ผลิต แบรนด์ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคข้ามประเทศ และช่วยเปลี่ยนความสัมพันธ์ระดับรัฐบาลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคธุรกิจจริง

“สิ่งสำคัญของ Economic Diplomacy คือทำอย่างไรให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ ภาครัฐสามารถเปิดประตู แต่ภาคเอกชนต้องช่วยกันเดินผ่านประตูนั้น และเปลี่ยนโอกาสให้เกิดเป็นการค้า การลงทุน และการเติบโตของผู้ประกอบการ” นายสุภรัฐกล่าว

สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล การมีเครือข่ายธุรกิจและฐานผู้บริโภคทำให้สามารถมีบทบาทเชื่อมต่อโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ ทั้งการนำสินค้าและแบรนด์คุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย ตลอดจนการสร้างพื้นที่และช่องทางให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคและตลาดใหม่ได้มากขึ้น

Team Thailand เปลี่ยน “Diplomacy” เป็น “Business Opportunity”

การร่วมคณะรัฐบาลของภาคเอกชนไทยครั้งนี้สะท้อนภาพของ Team Thailand ที่ภาครัฐและภาคธุรกิจเดินหน้าควบคู่กัน โดยรัฐบาลทำหน้าที่สร้างความสัมพันธ์ระดับประเทศ เปิดประตูการเจรจา และสร้างความเชื่อมั่น ขณะที่ภาคเอกชนสามารถนำเครือข่าย ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพทางธุรกิจมาต่อยอดให้เกิดผลในเชิงพาณิชย์

ในส่วนของออสเตรเลีย การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศกำลังมีแรงส่ง โดยในช่วงปี 2564–มิถุนายน 2569 มีโครงการลงทุนจากออสเตรเลียยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้ว 93 โครงการ มูลค่ารวม 33,425 ล้านบาท และภาคเอกชนไทยชั้นนำจากหลายอุตสาหกรรมร่วมเดินทางไปกับคณะรัฐบาล สะท้อนความสนใจในการมองหาโอกาสทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ

นายสุภรัฐกล่าวว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง การสร้างพันธมิตรใหม่และกระจายเครือข่ายทางเศรษฐกิจมีความสำคัญมากขึ้น ภาคเอกชนไทยจึงควรมองตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่เพียงในฐานะตลาดส่งออกหรือนำเข้า แต่ในฐานะ Strategic Economic Partners ที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ร่วมกันได้ในระยะยาว

“วันนี้เราไม่ได้มองแค่ว่าจะซื้อหรือขายอะไรระหว่างกัน แต่ต้องมองว่าเราจะใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาสร้างมูลค่าใหม่ร่วมกันอย่างไร กลุ่มเซ็นทรัลพร้อมใช้เครือข่ายและศักยภาพที่เรามีเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจและผู้ประกอบการ เพื่อให้ความสัมพันธ์ระดับประเทศสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง”

การหารือระหว่างนายสุภรัฐกับนายกรัฐมนตรี Christopher Luxon จึงเป็นอีกก้าวของความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลกับนิวซีแลนด์ และสะท้อนภาพใหญ่ของภารกิจรัฐบาลไทยในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ครั้งนี้ ที่ต้องการเปลี่ยน “Economic Diplomacy” ให้กลายเป็น “Business Opportunity” และสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศไทยในระยะยาว