กมธ.ป.ป.ช. ขยายผลปมโกงสอบท้องถิ่น พบผู้เสียหายจ่ายนายหน้ากว่า 2 ล้านบาท หวังช่วย 5 คน สอบผ่าน แต่สุดท้ายไร้ชื่อ จับตาช่องโหว่ TOR-แฟลชไดรฟ์ ด้าน ปปง.ไล่ธุรกรรม 5,925 รายชื่อ พบเบาะแสจ่ายค่าสมัครแทนกันเป็นกลุ่ม ขณะที่ DSI สอบเจ้าหน้าที่ถูกพาดพิงรับเงินนายหน้า
วันนี้ (27 ส.ค.) นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ แถลงภายหลังการประชุม ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยเชิญผู้เสียหาย ผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำขอบเขตของงาน (TOR) ผู้แทนกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าให้ข้อมูล
จากการพิจารณาพบว่า TOR การจัดสอบปี 2568 ได้เพิ่มมาตรการป้องกันการทุจริตจากการจัดสอบครั้งก่อน อาทิ กำหนดให้เก็บเอกสารหลักฐานไว้เป็นเวลา 1 ปี อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยังพบข้อบกพร่องในกระบวนการดำเนินงาน โดยเฉพาะขั้นตอนการรับมอบและตรวจสอบข้อมูลในแฟลชไดรฟ์ รวมถึงการตรวจสอบบัญชีรายชื่อและคะแนนของผู้สอบผ่าน ก่อนเสนอให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องรับรองผล ซึ่งอาจเป็นช่องว่างที่นำไปสู่การทุจริตได้
ขณะเดียวกัน ผู้เสียหายรายหนึ่งให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ ว่า ได้จ่ายเงินกว่า 2 ล้านบาท ให้แก่นายหน้าในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้บุคคลจำนวน 5 รายสอบผ่าน แต่เมื่อมีการประกาศผลกลับไม่ปรากฏรายชื่อ จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี
ผู้เสียหายยังให้ข้อมูลว่า พฤติการณ์ในลักษณะดังกล่าวอาจเคยเกิดขึ้นในการจัดสอบครั้งก่อนและเกิดในหลายจังหวัด ทำให้คณะกรรมาธิการเห็นว่าจำเป็นต้องขยายผลตรวจสอบว่าเป็นการกระทำในลักษณะเครือข่ายหรือไม่ รวมถึงมีบุคคลใดเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว
ด้าน สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง 3 กลุ่ม ได้แก่ รายชื่อที่สำนักงาน ป.ป.ช.ส่งให้ตรวจสอบ รายชื่อจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจำนวน 5,925 รายชื่อ และรายชื่อที่ได้รับจากคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง
เบื้องต้นพบข้อมูลการชำระค่าสมัครสอบแทนกันเป็นกลุ่มผ่านธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งจะต้องตรวจสอบและขยายผลต่อไปว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตหรือไม่
ส่วนกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังมีข่าวพาดพิงเจ้าหน้าที่ของกรม 1 ราย ว่า อาจเกี่ยวข้องกับการรับเงินจากนายหน้าในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่า หากพบการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการเตรียมเดินหน้าตรวจสอบทั้งช่องโหว่ในกระบวนการจัดสอบ เส้นทางการเงิน เครือข่ายนายหน้า และความเชื่อมโยงของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ากรณีดังกล่าวมีการดำเนินการเป็นขบวนการหรือไม่ และมีผู้เกี่ยวข้องในระดับใดบ้าง
นายอาสพลธ์ กล่าวด้วยว่า ในสัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการเตรียมพิจารณาอีก 2 ประเด็น ได้แก่ กรณีสถาบันแห่งหนึ่งถูกกล่าวหาว่ามีการเรียกรับเงิน และกรณีหน่วยงานสำคัญนำรถราชการไปใช้นอกเหนือจากภารกิจของทางราชการ โดยจะติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป


