กมธ.มั่นคง ถกนัดพิเศษไฟใต้ พร้อม 14 สส.พื้นที่ ชี้ งานข่าวกรองมีปัญหาหนัก ขาดบูรณาการ ตั้งคำถามเหตุป่วนเกิดนับร้อยจุดใน 3 วัน จี้สอบปมยิง ปชช.จาก ฮ. หน่วยงานขอ 3 วัน สรุปข้อเท็จจริง เตรียมลงพื้นที่ตรวจเข้ม
นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ พร้อมด้วย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ รองประธานคณะกรรมาธิการ และคณะ แถลงผลการประชุมนัดพิเศษเพื่อติดตามสถานการณ์และปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญที่ สส.ทั้ง 14 คนจาก 4 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเท็จจริงจากพื้นที่โดยตรง
นายมณเฑียร กล่าวว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการไม่มีการแบ่งฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะ สส.ทุกคนเป็นตัวแทนประชาชน เมื่อเกิดความเดือดร้อน ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขเพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ประชาชน
การประชุมครั้งนี้เชิญ 6 หน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าชี้แจง ได้แก่ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ตำรวจภูธรภาค 9 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 และ กอ.รมน.ส่วนกลาง โดย กอ.รมน.ไม่ได้เข้าร่วมเนื่องจากติดภารกิจ
นายมณเฑียร ระบุว่า คณะกรรมาธิการตั้งคำถามอย่างหนักถึงประสิทธิภาพการทำงานของฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ในพื้นที่เป็นจำนวนมากภายในช่วงเวลา 3 วันกว่าสถานการณ์จะสงบ ทั้งที่มีหน่วยงานด้านข่าวกรองและความมั่นคงรับผิดชอบอยู่หลายหน่วย
อีกประเด็นสำคัญ คือ กรณีมีรายงานเจ้าหน้าที่ยิงประชาชนจากเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งคณะกรรมาธิการต้องการคำตอบอย่างชัดเจน เนื่องจากตามข้อมูลที่ได้รับ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างการปะทะกับผู้ก่อเหตุ ขณะที่มีข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุในแต่ละจุดมีประมาณ 7–8 คน สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมการและวางแผน จึงเกิดคำถามว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ผ่านระบบตรวจสอบและมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ไปได้อย่างไร
นายมณเฑียร กล่าวว่า จากการซักถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมาธิการพบปัญหาการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับจุดเกิดเหตุที่แต่ละหน่วยนำเสนอไม่ตรงกัน
ขณะเดียวกัน สส.ในพื้นที่ทั้ง 14 คน ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยได้รับการประสานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงจากพื้นที่ ทั้งที่เป็นผู้แทนประชาชนและใกล้ชิดกับประชาชนโดยตรง
คณะกรรมาธิการ จึงตั้งคำถามว่า การดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 22 ปีที่ผ่านมา จำเป็นต้องถูกทบทวนหรือไม่ และการทำงานของภาครัฐที่ผ่านมาเกิดความล้มเหลวในส่วนใด โดยเฉพาะงานข่าวกรองที่ต้องอาศัยความไว้วางใจและความร่วมมือจากประชาชน
ทั้งนี้ สส.ในพื้นที่เห็นตรงกันว่า ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใด การพูดคุยและเจรจายังเป็นกลไกสำคัญในการหาทางออก เนื่องจากปัญหาชายแดนใต้มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนหลายมิติ
สำหรับความคืบหน้ากรณีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ นายมณเฑียร ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่เก็บพยานหลักฐานแล้วหนึ่งครั้ง และจะเข้าเก็บหลักฐานเพิ่มเติม โดยเมื่อ สส.สอบถามถึงกรอบเวลาสรุปข้อเท็จจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอเวลา 3 วัน เพื่อตรวจสอบและจัดทำข้อสรุป
คณะกรรมาธิการเตรียมลงพื้นที่ในเร็วๆ นี้ เพื่อตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ สอบถามเจ้าหน้าที่ และติดตามมาตรการป้องกันเหตุซ้ำ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว และมีการตั้งด่านเพื่อเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย
ด้าน นายณัฏฐ์ชนน กล่าวว่า ข้อสรุปสำคัญประการแรกของการประชุม คือ คณะกรรมาธิการมีความเห็นร่วมกันว่า งานข่าวกรองในพื้นที่ชายแดนใต้มีความล้มเหลว ทั้งที่งบประมาณด้านข่าวกรองในปี 2569 ไม่ได้ถูกตัด และปี 2570 ก็ไม่มีการปรับลดงบประมาณในส่วนดังกล่าว
ส่วนการตรวจสอบเหตุการณ์ พบผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ซึ่งตามข้อมูลที่ได้รับไม่ได้เกิดจากการทำร้ายของผู้ไม่ประสงค์ดี ขณะที่เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัย 2 ราย และนำตัวมาสอบปากคำแล้ว
นายณัฏฐ์ชนน ยังกล่าวถึงการเก็บพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ว่า จากการลงพื้นที่พบว่ามีร่องรอยที่ผู้ก่อเหตุทิ้งไว้หลายจุด จึงได้สอบถามว่าหน่วยงานรัฐมีการเก็บหลักฐานเหล่านี้หรือไม่ ซึ่งได้รับคำยืนยันว่ามีการดำเนินการแล้ว
ส่วนประเด็นการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ พบกระสุนติดอยู่บนรถจักรยานยนต์ โดยกระสุนดังกล่าวสามารถใช้กับอาวุธปืน M16 และ HK ได้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการต่อไป
คณะกรรมาธิการ ยืนยันว่า จะติดตามเรื่องนี้อย่างเข้มข้น พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุและรายงานความคืบหน้า โดยเห็นว่าการคลี่คลายความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรพึ่งการใช้อาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าการพูดคุยและเจรจาบนหลักมนุษยธรรม
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนำพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สันติสุขโดยเร็ว


