เมืองไทย 360 องศา
ในที่สุดก็เป็นไปตามรายงานข่าวก่อนหน้านี้ ที่ว่าจะมีการโยกย้าย นายฉัตรชัย บางชวด พ้นจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาสมช.) และล่าสุดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็อนุมัติให้รับโอนมาดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายฉัตรชัย จะเกษียณอายุราชการในปี 2570 ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่าจะมีการโยก พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก และเลขานุการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน เข้ามาดำรงตำแหน่งเลขาสมช.แทน
อย่างไรก็ดี การโยกย้ายทั้งสองตำแหน่งดังกล่าว ถือว่ามีนัยสำคัญต่อนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐบาล และรวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ของกองทัพที่เชื่อมต่อถึงกัน โดยเฉพาะต่อสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และชายแดนด้านอื่นนับจากนี้เป็นต้นไป
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึง กรณีโยกย้าย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยึดหลักอะไร ว่า นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. และตนมาอยู่ทำเนียบรัฐบาล เลยต้องหาคนที่ทำงานแล้วมีความคุ้นเคย การขอให้ นายฉัตรชัย มาช่วยงาน ในฐานะปลัดสำนักนายกฯ คนต่อไป ทำให้สามารถสานต่องานในสำนักนายกฯ ได้ อีกหน่อยตนไปทำงานด้านความมั่นคง ด้านการเจรจาความมั่นคงต่างๆ ก็มีปลัดสำนักนายกฯ เป็นผู้ช่วยงานให้อีกคน ให้คำแนะนำได้อย่างใกล้ชิด รวมถึงภาพกว้าง อีกทั้งยังขอให้เป็นตัวแทนตนในการประชุมหารือตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เพราะทำงานร่วมกันมา 1 ปี สามารถสื่อสารเข้ากันได้เข้าใจรับลูกกันได้
ถามว่าได้พูดคุยกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ในการขอตัว พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก มาเป็น เลขาฯ สมช.คนใหม่แล้ว ใช่หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “แหม่ ถามนำ วันนี้ย้ายแค่ สมช.มาเป็นปลัดสำนักนายกฯ ก่อน”
เมื่อถามถึงนโยบายภาคใต้ หลังจากนี้ ต้องเปลี่ยนมาใช้ทหารนำการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีใครนำใคร จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน สร้างความสงบให้บ้านเมือง ทำงานด้วยกัน สามัคคีกันร่วมมือกัน
นั่นคือ คำพูดอธิบายเหตุผลสำหรับการโยกย้าย นายฉัตรชัย ให้พ้นจากเก้าอี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ฟังดูดีเท่านั้น เพราะหากไปฟังจากคำพูดของ นายฉัตรชัย ก่อนหน้านี้แม้ว่าเจ้าตัวไม่ได้แสดงท่าทีขัดขืนใดๆออกมา เพียงแต่กล่าวว่า หากเลือกได้ก็อยากขอเกษียณในตำแหน่งเลขาฯสมช. มากกว่า
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงแนวโน้มของสถานการณ์ในอนาคต อาจเป็นตัวเร่งให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในบางตำแหน่งเพื่อให้เกิดความ “กระชับ” และการประสานงานกันได้แบบไร้รอยต่อมากกว่าเดิม
ขณะเดียวกันแม้ว่านาทีนี้ยังไม่มีการแถลงออกมาอย่างเป็นทางการสำหรับตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ แต่วงในรับทราบกันทั่วแล้วว่า ต้องเป็น “พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์” แน่นอน
นอกเหนือจากนี้ การโยก พล.อ.ชัยพฤกษ์ จากตำแหน่งเสนาธิการทหารบก มานั่งเก้าอี้ เลขาฯสมช. ถือว่าทำให้บรรยากาศโยกย้ายในกองทัพบก “ผ่อนคลาย” ลงไปได้มาก โดยเฉพาะในตำแหน่งที่เรียกว่า “5 เสือ ทบ.” ที่มีตำแหน่งเสนาธิการทหารบกรวมอยู่ในตำแหน่งหลักนั้นด้วย
ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ ทั้ง “แบ็กกราวด์” และบทบาทที่ผ่านมา ถือว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ สามารถเชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ และฝ่ายความมั่นคงได้ราบรื่นกว่าเดิม นอกเหนือจากการเป็น “เตรียมทหาร 26” ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แล้ว ยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ อีกด้วย
อีกทั้งที่ผ่านมา พล.อ.ชัยพฤกษ์ ยังถูกดึงมานั่งเก้าอี้ เลขานุการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ทำงานร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน. และในช่วงในรัฐบาลชุดนี้ พล.อ.ชัยพฤกษ์ หรือที่เรียกว่า “เสธ.ปูด้วง” คนนี้ มักจะมีความเคลื่อนไหวเป็นตัวแทนผู้บัญชาการทหารบก ตัวแทนรัฐบาลที่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงและการทหารในพื้นที่หลายครั้ง ทั้งในพื้นที่ชายแดนด้านตะวันออก ฝั่งกัมพูชา หรือแม้แต่ในพื้นที่ชายแดนใต้ จนเกิดวลีสำคัญถึงการ “ไล่ล่าโจรใต้”
อีกด้านหนึ่ง เมื่อวกกลับมาที่ฝ่ายการเมือง จากคำพูดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวตอบคำถามที่ว่าต่อไปนี้จะใช้นโยบาย “การทหารนำการเมือง” แม้เขาจะย้ำว่า เป็นการ “จับมือเดินไปด้วยกัน” อาจหมายถึง การเมืองคู่กับการทหารนั้น แต่เมื่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีการก่อเหตุของ “โจรใต้” ต่อเนื่องกันสามคืนติดต่อกันกว่า 100 จุด และการแต่งตั้ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติจากฝ่ายทหารกลับมาอีกครั้ง แบบนี้ถือเป็นสัญญาณ “การรวมศูนย์” งานด้านความมั่นคงแบบเข้มข้นกว่าเดิมแน่นอน
ขณะเดียวกันสำหรับฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะ นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี พิจารณาอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับว่า เป็นการ “โยนภาระงานด้านความมั่นคง” โดยเฉพาะชายแดนใต้ให้กับฝ่ายกองทัพรับผิดชอบไปอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันมันก็เป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าการจัดการจะต้อง “เข้มข้น” มากกว่าเดิมหลายเท่า !!


