“คดีฮั้ว สว.” ที่อยู่ในมือ กกต.ขณะนี้ กำลังเดินเข้าสู่จุดชี้ขาด คาดว่าจะมีข้อสรุปเป็นมติสุดท้ายออกมาในช่วงปลายเดือนนี้ หรือต้นเดือนหน้าว่าจะส่งต่อไปให้ศาลฎีกา พิจารณาตัดสิน หรือไม่?!
แนวทางที่จะเป็นไปได้มี 3 ฉากทัศน์
ฉากทัศน์ที่ 1 ส่งไปทั้งหมด 229 คนหรือเกือบหมด
นี่คือแนวทางที่ฝ่ายค้าน และฝ่ายที่ติดตามคดีเรียกร้อง เพราะก่อนหน่านี้ คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 มีมติให้ดำเนินการกับ 229 ผู้ถูกกล่าวหา และมีการกล่าวถึงหลักฐาน ทั้งเส้นเงิน โพย และพยานบุคคล
ถ้า กกต.เลือกทางนี้ ก็จะเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด ในแง่กระบวนการ เพราะ กกต.พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นศาล แต่เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ จึงส่งสำนวนให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ว่าใครผิด หรือไม่ผิด
ฉากทัศน์ที่ 2 ส่งศาลฯ เพียงบางส่วน
นี่คือแนวทางที่คาดกันว่า มีโอกาสที่จะได้เห็นกัน หากดูจากแรงกดดันทางการเมืองและข้อมูลที่ออกมาในช่วงหลัง ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวว่า มีการจับตาว่า กกต.อาจส่งเฉพาะบุคคลที่หลักฐานแน่นที่สุด หรืออาจเหลือเพียงบางกลุ่ม
ถ้าออกมาแบบนี้ สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่ ส่งกี่คน?... แต่ต้องดูว่า ใครถูกส่ง และใครถูกตัดออก?
เพราะถ้ากลุ่มที่เป็นผู้สมัคร หรือผู้ปฏิบัติการระดับล่างถูกส่งไปศาล แต่ตัวละครทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ออกแบบ เป็นผู้ประสาน ผู้สนับสนุน กลับไม่ถูกส่งไป ตรงนี้จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ทันที
และฝ่ายค้านออกมาพูดดักคอแล้วว่า เกรงว่าจะเกิดการ “ตัดตอน” ไปไม่ถึงเครือข่ายการเมือง และพรรคการเมือง
แล้ว “คนของพรรค” มีโอกาสถูกส่งไปไหม? แม้คำตอบว่า มีโอกาส แต่ต้องดูว่า “คนของพรรค” ที่ว่านั้นอยู่ในระดับชั้นไหน
ชั้นแรก...นักการเมืองที่มีชื่ออยู่ในสำนวน ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และ กกต.เห็นว่าหลักฐานถึงเกณฑ์ ก็สามารถส่งไปพร้อมกับคนอื่นได้
ชั้นสอง...นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่า “ประสานงาน” เพราะตามข้อมูล ไม่ได้พูดเพียงเรื่องผู้สมัคร สว. แต่มีการกล่าวหาถึง เครือข่ายทางการเมือง เงิน โพย บุคคล และอำนาจทางการเมือง ร่วมกันเป็นขบวนการ ถ้ากกต.มีหลักฐานว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังจริง คนกลุ่มนี้ก็ไม่น่าจะถูกกันออกจากการส่งศาล
ชั้นสาม...“พรรคการเมือง” ในฐานะองค์กร ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องยากที่ กกต.จะสรุปว่าเป็นความผิดของพรรค และส่งศาลฎีกา เพื่อพิจารณาเอาความผิด ซึ่งจะเป็นจุดตั้งต้นของคดียุบพรรคได้ หากศาลชี้ว่าการกระทำไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็นการดำเนินการในนาม หรือ โดยการสนับสนุนของพรรค
ฉากทัศน์ที่ 3 ไม่ส่งศาลฯ เส้นทางนี้มีโอกาสเป็นไปได้ในทางกฎหมาย แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงจะเกิดแรงกระแทกทางการเมือง และความน่าเชื่อถือของ กกต.จะสูงมาก เพราะความคาดหวังของสังคมคือ คดีจะถูกส่งให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย
อย่างที่บอกว่า ในทางกฎหมายมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะ กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ส่งทุกคนที่ถูกกล่าวหาไปศาลโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะ นายแสวง บุญมี เลขาฯกกต. ได้ อธิบายหลักเกณฑ์ว่า การส่งเรื่องให้ศษล ต้องพิจารณาองค์ประกอบให้ครบ ทั้ง การทุจริต การรู้เห็น และมีพยานหลักฐาน ว่าการเลือกไม่สุจริต จึงจะส่งศาลฎีกาได้
ดังนั้น ถ้า กกต.บอกว่า “หลักฐานยังไม่ถึงองค์ประกอบตามกฎหมาย” ก็ป็นไปได้
คำถามจะตามมาทันที ...แล้วหลักฐานที่สอบกันมาหลายปี เส้นเงิน โพย การติดต่อ พยานต่างๆ เหล่านั้น กกต.ประเมินอย่างไร?
สังคมจะสรุปว่า “หลักฐานมี แต่ กกต.ไม่ยอมให้ศาลเป็นคนวินิจฉัย”
นอกจากนี้ จะทำให้มีปฏิกิริยาทางการเมืองตามมาอย่างรุนแรง เพราะตอนนี้มีทั้ง ฝ่ายการเมือง นักกฎหมาย และภาคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้ส่งคดี โดยมีการพูดถึงจำนวน 229 ราย และตั้งคำถามว่าหากไม่ส่งจะกลายเป็นการ “ตัดตอน” หรือไม่
ตรงนี้จะเป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือของ กกต.โดยตรง ...จากคดีฮั้ว สว. จะกลายเป็น กกต.จัดการตัดตอนคดีฮั้วสว.ทันที
และแน่นอน ถ้าเดินตามเส้นทางนี้ มาตรา 157 กำลังรอ กกต.อยู่!


