“หมอเปรม” ชำแหละไทยพีบีเอสกลางวุฒิสภา จี้งบปีละ 2 พันล้านคุ้มค่าหรือไม่ ตั้งคำถามปม “รับค่ารถเหมาจ่ายแต่ใช้รถส่วนกลาง” จับตาจัดซื้อวิธีเฉพาะเจาะจง-จ้างเอกชนผลิตรายการ ย้ำสื่อสาธารณะต้องโปร่งใส “อย่าขุดคุ้ยคนอื่น แต่เป็นเสียเอง”
วันที่ 26 ส.ค.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส” โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณของไทยพีบีเอส โดยระบุว่า องค์กรได้รับเงินสนับสนุนจากภาษีสุราและยาสูบปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท และตลอดระยะเวลาการดำเนินงานเกือบ 19 ปี มีงบประมาณรวมเกือบ 40,000 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่สังคมมีสิทธิตั้งคำถามว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกบริหารอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนมากน้อยเพียงใด
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ไทยพีบีเอสประกาศตัวเป็น “สื่อสาธารณะ” และ “สื่อของทุกคน” พร้อมยึดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และตรวจสอบได้ ดังนั้น เมื่อเกิดข้อสงสัยก็จำเป็นต้องเปิดให้มีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา โดยย้ำว่าการอภิปรายครั้งนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีผู้ปฏิบัติงาน นักข่าว หรือบุคลากรภาคสนาม แต่ต้องการตรวจสอบในระดับนโยบายและการบริหาร เป็นการ “ติเพื่อก่อ ไม่ใช่ติเพื่อทำลาย”
หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นอภิปราย คือ กรณีที่เคยปรากฏเป็นข่าวช่วงปลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีผู้บริหารไทยพีบีเอส 2 ราย ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการได้รับเงินค่ารถยนต์แบบเหมาจ่ายรายเดือน ขณะที่ยังมีการใช้รถส่วนกลางขององค์กร โดยรายหนึ่งได้รับค่ารถเดือนละ 27,000 บาท และอีกรายเดือนละ 15,000 บาท
“ถ้าได้รับค่ารถเหมาจ่ายแล้ว ยังสามารถใช้รถส่วนกลางได้อีกหรือไม่ ถ้าทำได้เพราะไม่มีระเบียบห้าม ก็ต้องถามต่อว่ามันเหมาะสมหรือไม่ และหากภายหลังพบว่าไม่ถูกต้อง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ และรับผิดชอบอย่างไร” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
พร้อมเรียกร้องให้ไทยพีบีเอสเปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันมีบุคลากรจำนวนกี่คนที่ได้รับค่ารถเหมาจ่าย และรวมแล้วองค์กรใช้งบประมาณในส่วนนี้เดือนละเท่าใด เนื่องจากเงินที่ใช้บริหารองค์กรเป็นเงินจากภาษีของประชาชน ผู้บริหารจึงควรคำนึงถึงความประหยัดและความคุ้มค่า และอธิบายถึงความจำเป็นของค่าตอบแทนหรือสวัสดิการดังกล่าวให้สังคมเข้าใจ
นพ.เปรมศักดิ์ ยังตั้งคำถามถึงความจำเป็นของการมีทั้งสถานีโทรทัศน์ภาครัฐ NBT ช่อง 11 และสื่อสาธารณะอย่างไทยพีบีเอส หากบทบาทและเนื้อหาบางส่วนมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยเห็นว่าแต่ละองค์กรต้องแสดงให้ประชาชนเห็นถึงความแตกต่างของภารกิจ รวมถึงความคุ้มค่าของงบประมาณที่ได้รับอย่างชัดเจน
อีกประเด็นที่ตั้งข้อสังเกต คือ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยตั้งคำถามถึงการใช้วิธีเฉพาะเจาะจงในหลายโครงการว่า มีความจำเป็นและสอดคล้องกับหลักการแข่งขัน ความโปร่งใส และกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ โดยเฉพาะหากมีการเลือกผู้รับจ้างรายเดิมต่อเนื่องหลายปี ซึ่งควรมีคำอธิบายที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องความสัมพันธ์หรือการเอื้อประโยชน์
นพ.เปรมศักดิ์ ยกตัวอย่างการผลิตสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ในวาระครบรอบ 50 ปี เมื่อปี 2566 ซึ่งมีการว่าจ้างเอกชนผลิตด้วยวงเงินประมาณ 2–3 ล้านบาท โดยตั้งคำถามว่า ในเมื่อไทยพีบีเอสมีบุคลากรและศักยภาพด้านการผลิตรายการของตนเอง การว่าจ้างบุคคลภายนอกมีเหตุผลและเกิดความคุ้มค่าสูงสุดหรือไม่
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เงินที่ไทยพีบีเอสได้รับไม่ใช่เงินส่วนตัวขององค์กร แต่เป็นเงินภาษีของประชาชน เมื่อประกาศตัวเป็นสื่อสาธารณะที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ก็ต้องพร้อมรับคำถามและการตรวจสอบจากสังคม
“ผมต้องการให้สถานีแห่งนี้เป็นหูเป็นตาให้ประชาชน สอดส่อง ตีแผ่ และขุดคุ้ยสิ่งฉ้อฉลต่าง ๆ แต่เราต้องไม่เป็นเสียเอง องค์กรต้องคืนภาษีให้ประชาชนอย่างคุ้มค่า มีผลงานจับต้องได้ และเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนผู้ไม่มีปากเสียง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารไทยพีบีเอสชี้แจงต่อที่ประชุมว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) โดยยืนยันว่าการดำเนินการเป็นไปโดยสุจริต แต่อาจมีข้อบกพร่องบางประการ ซึ่งจะนำข้อสังเกตจากสมาชิกวุฒิสภาไปปรับปรุงแก้ไข พร้อมจัดทำรายงานเสนอต่อวุฒิสภาภายใน 1 เดือน เพื่อชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหาและข้อสังเกตที่ถูกหยิบยกขึ้นอภิปราย


