จากกรณีโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการบริหารไอลอว์ ร่วมกับพรรคประชาชน อดีตผู้สมัคร สว. นักวิชาการ จัดกิจกรรมเปิดเผยข้อมูลการฮั้ง สว. โดยอ้างว่ามีหลักฐานเพียงพอให้ควรเชื่อได้ว่า กกต.ควรต้องสั่งฟ้อง สว. เเละฝ่ายการเมืองรวม 229 ราย ตามความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 หาก กกต. สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้งไม่ครบ ไอลอว์จะเปิดสำนวนที่ กกต. ไม่สั่งฟ้องออกมาให้หมด
รวมถึงกรณีพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า ข้อมูลของไอลอว์เป็นเอกสารจริง และได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ว่า โดยเอกสารที่หลุดออกมาเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนก่อน โดยต่อมาดีเอสไอได้เเจ้งความกับกองปราบปราม และระบุว่าเอกสารเหล่านั้นเป็นรายงานการสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ในความผิดฐานอั้งยี่และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องผ่านสื่อสาธารณะช่องทางต่างๆ
รายงานข่าวจาก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ขณะนี้มีการหยิบยก พรป.กกต. 2560 หมวด 2การสืบสวน การไต่สวน และการดำเนินคดี
ในมาตรา 41 ที่บัญญัติว่า “เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อคณะกรรมการไม่ว่าโดยทางใดไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่ ถ้ามีหลักฐานพอสมควรหรือมีข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนต่อไปว่ามีการกระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คณะกรรมการมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสืบสวน หรือไต่สวน เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานโดยพลัน ถ้าผลการสืบสวนหรือไต่สวนปรากฏว่าไม่มีมูลความผิดให้สั่งยุติเรื่อง หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีผู้กระทำการตามที่มีการสืบสวนหรือไต่สวน ให้คณะกรรมการสั่งให้ดำเนินคดีโดยเร็ว หรือในกรณีจำเป็นจะสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำการดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้
การดำเนินการให้มีการสืบสวนหรือไต่สวน การสืบสวนและการไต่สวน และการสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาไว้เป็นการชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรานี้ มาตรา 32 (3) หรือมาตรา 42 เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล
ในการสืบสวนหรือไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้บุคคลซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งให้สืบสวนหรือไต่สวนตามวรรคหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา”มาพิจารณา
ดังนั้นหากพิจารณา มาตรา 41 วรรคสาม ที่ระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดเปิดเผยข้อมูลอันทำให้สามารถระบุตัวตนของผู้แจ้ง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่ได้มาเนื่องจากการดำเนินการตามมาตรานี้ มาตรา 32(3) หรือมาตรา 47เว้นแต่เป็นการเปิดเผยข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจหรือตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล”นั้น จึงทำให้อดีตผู้สมัคร สว. / สว.สำรอง / ไอลอว์ / พรรคฝ่ายค้านที่ร่วมเวทีดังกล่าวในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาเเละออกรายการของสื่อต่างๆ สุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดในมาตรานี้
ส่วนบทลงโทษตามมาตรา41วรรคสาม คือ มาตรา 68 ผู้ใดซึ่งได้ล่วงรู้ข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่คณะกรรมการได้รับแจ้งตามมาตรา 32(3) แล้วเปิดเผยข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลนั้นต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่คณะกรรมการหรือผู้มีหน้าที่และอำนาจในการใช้ข้อมูลนั้นตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือฝ่าฝืนมาตรา 41วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นกรรมการ เลขาธิการ ผู้ตรวจการเลือกตั้งหรือเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสำนักงาน ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง
รายงานข่าว แจ้งว่า ข้อมูลที่นายยิ่งชีพที่นำออกมาเปิดเผย ทราบว่า ได้มาจากอดีตรัฐมนตรีบางราย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลปี 2566-2568 โดยขณะนี้ทีมสอบสวนของ กกต.และดีเอสไอ กำลังตรวจสอบที่มาที่ไปอย่างเข้มข้น หากพบว่าเป็นการกระทำผิดก็จะดำเนินการฟ้องร้อง ไม่เช่นนั้นการดำเนินการสอบสวนทางคดีหลังจากนี้จะไม่มีชั้นความลับอีกต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคดีฮั้วสว.ซึ่งดีเอสไอได้ร่วมสืบสวนสอบสวนนั้นพบว่า ช่วงต้นปี2568 คณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.)11คน เป็นบุคคลที่ลงมติให้รับคดีฮั้ว สว.เป็นคดีพิเศษ ฐานฟอกเงิน เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2568 ซึ่งประกอบด้วย
1.นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะประธาน กคพ.2.พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ในฐานะรองประธาน กคพ.
จากนั้นดีเอสไอได้ร่วมกับกกต. ในการร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 ของ กกต. (เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมเป็นกรรมการ) มีมติชี้มูลความผิดและเสนอให้ส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือก สว. รวม 229 คน
กรณีข้างต้นมีความสอดรับกับสิ่งที่รมว.ยุติธรรมระบุว่า“เอกสารที่หลุดออกมาเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งรมว.ยุติธรรม” ซี่งต้องรอการสอบสวน เเละการชี้เเจงจากนายยิ่งชีพเเละอดีตรัฐมนตรีบางรายในช่วงปี2566-2568นั้นว่า ให้ช้อมูลเหล่านั้นกับนายยิ่งชีพจริงหรือไม่เเละนายยิ่งชีพรับข้อมูลเหล่านี้จากใคร


