ในที่สุดก็ถึงคิวสำคัญนั่นคือการโยกย้ายข้าราชการล็อตใหญ่ในกระทรวงมหาดไทย เมื่อล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการแต่งตั้งโยกย้ายนักบริหารระดับสูงจำนวน 20 ราย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อพิจารณาจากทั้งตำแหน่งและพื้นที่ที่รับผิดชอบแล้ว หากโฟกัสบางตำแหน่งทำให้มองเห็นภาพชัดว่า ล้วนเป็น “เครือข่ายอำนาจใหม่” และฝังรากมานานในกระทรวงมหาดไทยภายใต้ยุคที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นเจ้ากระทรวงมาอย่างต่อเนื่องนานหลายปี รวมไปถึงการเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มเบื้องหลังอำนาจ ที่เข้าใจกันว่านี่คือ “บุรีรัมย์กรุ๊ป” นั่นเอง
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มีรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ บัญชีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สังกัดกระทรวงมหาดไทย จำนวน 20 ราย
การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ เป็นการสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ครอบคลุมตำแหน่งรองปลัดกระทรวง อธิบดีกรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัด โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
สำหรับรายชื่อข้าราชการระดับสูงที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย มีดังนี้
1.นายจำเริญ แหวนเพ็ชร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
2.นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
3.นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
4.นางสาวอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม เป็นรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
5.นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
6.นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอธิบดีกรมที่ดิน
7.นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
8.นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง
9.นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
10.นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา
11.นายทศพล เผื่อนอุดม ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
12.นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดตราด
13.นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตาก
14.นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา
15.นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์
16.นายเอกวิทย์ มีเพียร ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์
17.นางสาวธนียา นัยพินิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี
18.นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว
19.นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี
20.นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
ทั้งนี้ การโยกย้ายครั้งดังกล่าวถือเป็นการปรับทัพข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยครั้งสำคัญ โดยมีการขยับผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ขึ้นสู่ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงและอธิบดี ขณะเดียวกันยังมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในหลายจังหวัด ก่อนมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยว่า เป็นไปตามวาระปกติ มีคนเกษียณอายุราชการก็มีการแต่งตั้งโยกย้ายตามฤดูกาลปกติ เมื่อถามกรณีที่โยกย้าย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มาเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ได้พูดคุยอะไรกันบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ท่านก็จะมาเป็นอธิบดีปภ. ตอนเป็นผวจ.เชียงใหม่ก็มีประสบการณ์ในการป้องกันอุทกภัย ก็ต้องหาคนที่มีความเหมาะสมที่สุดสามารถดำเนินการป้องกันภัยได้เลย ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นพ้องต้องกันว่า นายนิรัตน์เหมาะสมด้านนี้
เมื่อถามว่าการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ยึดหลักอะไร เพราะก่อนหน้านี้ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า ยึดหลักคุณธรรมความเหมาะสมและยึดหลักว่าคนที่เราแต่งตั้งมาทำหน้าที่แต่ละตำแหน่งต้องยึดถือประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายแรก
เมื่อถามถึงกรณี โยกย้าย นายปิยะ ปิจนำ จาก ผวจ.บุรีรัมย์ มาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอนุทิน ตอบว่า เป็นไปตามการหมุนเวียนโยกย้ายและ “ความเหมาะสม” ในหน้าที่ของการทำงาน ผวจ.แต่ละจังหวัดมีองค์ความรู้วิธีการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราก็ดำเนินการตามความเหมาะสมและอาวุโส
แม้ว่าหากพิจารณาจากรายชื่อและตำแหน่งโยกย้ายในครั้งนี้ในภาพรวมดูเหมือนว่าเป็นการประนีประนอมกันแบบลงตัวกันในระดับหนึ่ง เช่น หากโฟกัสไปที่ตำแหน่งใหม่ของ “ผู้ว่าฯเซมเบ้” หรือ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวง เป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งที่ผ่านมาถูมองว่าใกล้ชิดกับกลุ่มอำนาจเก่าในยุคพรรคเพื่อไทย สมัย นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรัฐนตรีมหาดไทย แต่คราวนี้ถูกโยกมาเป็นอธิบดีปภ. ซึ่งในระดับการทำงานถือว่าวินวิน ได้กันทุกฝ่าย
แต่ที่ต้องจับตาอีกครั้งก็คือ การโยก นายปิยะ ปิจนำ จาก ผวจ.บุรีรัมย์ มาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ถือว่าตอนนี้ “งานชุก” จากเรื่องร้อนจากกรณีทุจริตการสอบท้องถิ่น และที่สำคัญต้องคุมเกม “ไม่ให้ออกนอกเส้น” เป็นอันขาด
สำหรับ นายปิยะ มี “แบ็กกราวด์” ที่น่าสนใจก็คือ ที่ผ่านมาเขาเติบโตในจังหวัดบุรีรัมย์ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เป็นนายอำเภอเมือง รองผู้ว่าฯบุรีรัมย์ จนเป็นผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ในถิ่น “ครูใหญ่” นายเนวิน ชิดชอบ และในที่สุดก็ได้รับการสนับสนุนให้มาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นในวันนี้ ซึ่งแน่นอนว่าในกรมนี้ถือว่าย่อมมีภารกิจสำคัญให้รอสะสาง
แต่ที่น่าจับตามองไปอีกก็คือ นายปิยะ จะเกษียณอายุราชการในปี 2573 หรืออีก 4 ปี ทำให้เส้นทางราชการข้างหน้าในกระทรวงมหาดไทยภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งว่าการกระทรวงมหาดไทยส่อแววรุ่งโรจน์แน่นอน แต่ต้องมีข้อแม้ว่าพรรคภูมิใจไทยยังเป็นรัฐบาลได้ยาวนานเช่นกัน
ดังนั้นหากพิจารณากันแบบเร็วๆการโยกย้ายข้าราชการมหาดไทยล็อตนี้ถือว่าเป็นระดับบน มองอีกมุมหนึ่งเหมือนกับเป็นการ “กระชับเก้าอี้” กันใหม่ เพื่อรองรับการขับเคลื่อนทางการเมืองได้อีกขึ้น เพราะในตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง เช่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย กับตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ยังไม่มีการขยับ ยังรักษาพื้นที่เอาไว้อย่างเหนียวแน่น !!


