มหกรรม “โยกย้ายใหญ่” ข้าราชการผู้บริหารระดับสูงในปีนี้ จะเห็นว่ามันไม่ได้มีแค่เรื่องจัดคนลงเก้าอี้ตามความเหมาะสมกับภารกิจเท่านั้น แต่มันมีลักษณะของการ “วางโครงข่ายอำนาจของสีน้ำเงิน” ชัดขึ้นเรื่อยๆ
ในบางกระทรวงที่จัดการไปแล้ว จะเห็นได้ว่า ผู้ที่มานั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวง ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในฝ่ายข้าราชการ ทุกคนล้วนมีอายุราชการเหลืออีกคนละ 7-8 ปี ที่สำคัญคือ มีสายสัมพันธ์อันดีกับเครือข่ายสีน้ำเงิน
ล่าสุด ในที่ประชุมครม.วันนี้ (25 ส.ค.) ก็มีจัดทัพมหาดไทยล็อตใหญ่ 20 ตำแหน่ง เมื่อไล่เรียงดูแล้วก็เห็นชัดถึงการวางคนที่ใกล้ชิดขั้วสีน้ำเงิน เข้าไปในตำแหน่งสำคัญ ใครที่มีปัญหาก็ย้ายเข้ากรุ
อย่างเช่น “นายปิยะ ปิจนำ” ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ ได้ขึ้นเป็น อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น... แล้วให้ “นายเอกวิทย์ มีเพียร” ผู้ว่าฯปทุมธานี ไปเป็นผู้ว่าฯบุรีรัมย์ ...“นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร” หรือ “ผู้ว่าฯเซมเบ้” ที่ก่อนหน้านี้ถูกย้ายจากผู้ว่าฯภูเก็ต ไปเป็นรองปลัดฯ รอบนี้ได้ไปเป็น อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ส่วน “นายสมชาย ลีหล้าน้อย” ผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช คนที่นั่งข้าง “เนวิน ชิดชอบ” ในวันที่ใส่กางเกงขาสั้นไปทำพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช จนเป็นกระแสดรามา รอบนี้ได้ขึ้นเป็น “อธิบดีกรมที่ดิน” เอาไว้ดูแลเรื่องเขากระโดงโดยเฉพาะ
หากพูดถึงเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยก็ต้องบอกว่า “มหาดไทย” คือ ฐานอำนาจหลัก เพราะมันเชื่อมโยงตั้งแต่
ปลัดกระทรงวง อธิบดี ผู้ว่าฯ นายอำเภอ องค์การปกครองท้องถิ่น (อปท.) ไปถึงฐานการเมืองระดับจังหวัด
และตอนนี้คนที่ถือทั้งตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ก็คือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
การโยกย้ายมหาดไทยรอบนี้ จึงถูกจับตามากที่สุด เพราะนั่นหมายถึง การจัดทัพระดับ รองปลัด อธิบดี ผู้ว่าฯ และผู้ตรวจราชการจำนวนมาก รวมถึงการวางคนของขั้วสีน้ำเงิน ในตำแหน่งสำคัญ เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาวโดยเฉพาะการเลือกตั้ง
นักสังเกตการณ์ทางการเมือง วิเคราะห์ตรงกันว่า รอบนี้ตำแหน่งระดับสูงจำนวนหนึ่ง มีอายุราชการเหลือยาวกว่าอายุรัฐบาล จึงมีความหมายต่อ “โครงสร้างอำนาจหลังรัฐบาล”ด้วย
อย่างไรก็ตาม การจะอยู่ยาว ต้องไม่ใช่การคุมแค่มหาดไทยเท่านั้น แต่ต้องสร้างเครือข่ายไปถึงกระทรวงเศรษฐกิจ และด้านความมั่นคงด้วย
เพราะกระทรวงเหล่านี้ มี “อำนาจ” ที่แตกต่างกัน
“มหาดไทย” เป็นฐานการเมืองและการปกครองพื้นที่... “คมนาคม” หมายถึงโครงสร้างพื้นฐาน และงบลงทุน ... “พลังงาน” เกี่ยวข้องกับนโยบายพลังงาน ราคาพลังงาน รัฐวิสาหกิจ และโครงการขนาดใหญ่ ... “อุตสาหกรรม” กำกับดูแลโรงงาน การลงทุน ใบอนุญาต นโยบายอุตสาหกรรม ส่วน “เกษตรฯ” เป็นเรื่องงบประมาณ และฐานเสียงภาคชนบท
การโยกย้ายจึงต้องคำนึงถึงการจัด “แผนผังอำนาจ” ในภาพรวม “สร้างแนวรบในระบบราชการ” ให้แข็งแกร่ง
อย่างเช่น การตั้ง “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” เป็นปลัดฯพลังงาน คือการวางหมากเกมของขั้วสีน้ำเงิน ที่น่าสนใจมาก
เดิมมีชื่อ “ณัฐพล รังสิตพล” จะข้ามจากอุตสาหกรรมไปพลังงาน แต่สุดท้าย ครม.เห็นชอบ “ฉันทานนท์” จากสำนักนายกฯ ไปเป็นปลัดพลังงาน
เมื่อย้อนดูที่มาที่ไปของ “ฉันทานนท์” ก็เห็นร่องรอยความเชื่อมโยงกับ “เครือข่ายบุรีรัมย์” ชัดเจน การแต่งตั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่า “ตั้งปลัดคนใหม่” แต่มันคือการส่งคนที่ฝ่ายการเมืองไว้วางใจ ไปอยู่ในกระทรวงที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
ขณะที่การแต่งตั้ง ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ “ณัฐพล รังสิตพล” นั่งมาครบ 4 ปีแล้ว และ “วราวุธ ศิลปอาชา” เจ้ากระทรวง ต้องการดัน “ภาสกร ชัยรัตน์” รองปลัดฯ ขึ้นมาเป็นแทน
“ณัฐพล” จึงกลายเป็น “ตัววัดกำลัง” ว่าฝ่ายการเมืองสามารถจัดวางข้าราชการระดับสูง ตามที่ต้องการได้แค่ไหน
เพราะมีรายงานค่อนข้างชัดเจน ถึงความขัดแย้งระหว่าง “วราวุธ” กับ “ณัฐพล”
“วราวุธ” ต้องการอำนาจบริหารกระทรวง ส่วน“ณัฐพล” ต้องการรักษาพื้นที่และอนาคตในระบบราชการ... แต่ที่อยู่เหนือขึ้นไปคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ต้องรักษาสมดุลระหว่างรัฐมนตรี กับเครือข่ายอำนาจของพรรค ขณะที่“ครูใหญ่” หรือขั้วบุรีรัมย์ ก็เป็นตัวแปรสำคัญในสมการนี้
เมื่อปัญหายังเคลียร์กันไม่ลงตัว จึงไม่มีวาระการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าสู่ที่ประชุมครม.ในสัปดาห์นี้
สำหรับในมิติด้านความมั่นคง มีการย้าย “ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดพื้นที่ จัดสมดุลใหม่ในระบบความมั่นคง
เพราะ สมช.เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญมาก อยู่ตรงจุดเชื่อมระหว่าง รัฐบาล–กองทัพ–ข่าวกรอง–ความมั่นคงภายใน และนโยบายชายแดน
มีรายงานข่าวว่า “เสธ.ปูด้วง” พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก จะมามาเป็นเลขาธิการสมช. คนใหม่
โดย“อนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรี ได้หารือกับ“พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” รมว.กลาโหม และ “พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์” ผบ.ทบ รวมถึงตัว “เสธ.ปูด้วง” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ “พล.อ.ชัยพฤกษ์” ทำงานด้านความมั่นคงมาลอด และมีบทบาทสำคัญในช่วงการสู้รบกับกัมพูชา เคยนั่งตำแหน่ง เลขาธิการ กอ.รมน. ดูแลปัญหาชายแดนภาคใต้ และปัญหาความมั่นคงรอบด้าน อีกทั้งเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 เพื่อนร่วมรุ่นเดียวกับทั้ง “พล.ท.อดุลย์- พล.อ.พนา -พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.” จึงเชื่อว่า จะสามารถประสานงานกันได้ดี ในยามที่ประเทศชาติ มีปัญหาด้านความมั่นคงรอบด้าน
เมื่อมองภาพใหญ่ของการโยกย้ายในปีนี้ จะเห็นได้ว่า “ขั้วน้ำเงิน” บรรลุ 3 เป้าหมายใหญ่ คือ...
คุมฐานเลือกตั้ง ผ่านกระทรวงมหาดไทย... คุมกระทรวงเศรษฐกิจ ที่มีเงิน และนโยบายระดับเมกะโปรเจกต์...เปิดพื้นที่ให้ “ทหาร”ได้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อกระชับอำนาจด้านความมั่นคงทางการเมืองไปในตัว


