กยท. ยกระดับศูนย์เรียนรู้ยางพาราขอนแก่นสู่ Smart Learning Center เป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี–นวัตกรรมเกษตรที่มีชีวิต นำร่องใช้น้ำหมักชีวภาพ “กรดอะมิโนนม” ในยางพาราและพืชอื่น ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างความยั่งยืน
ดร.ธีระชัย แสนแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวัชระพล ขาวขำ) เปิดเผยภายเป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ยางพารา ประจำปีงบประมาณ 2569 และกิจกรรมบูรณาการนวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ณ พัฒนาศูนย์เรียนรู้ยางพาราขอนแก่น อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงานต่างๆภายในกระทรวงร่วมกับบูรณาการการทำงานเพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเห็นผลเป็นรูปธรรม กิจกรรมดังกล่าวก็เช่นเดียวกัน เป็นการบูรณาการของ 3 หน่วยงาน คือ กยท. องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ในการสร้าง "วิกฤตให้เป็นโอกาส" โดยนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตร ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบส่วนเกินที่ล้นตลาด ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม สำหรับใช้เป็นปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ซึ่งนอกจากนี้จะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
นายญาณกิตติ์ ฮารุดีน รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ กยท. เปิดเผยว่า กยท. มุ่งยกระดับศูนย์เรียนรู้ยางพาราขอนแก่นให้เป็น Smart Learning Center เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีนวัตกรรม ด้านการเกษตร ที่มีชีวิต แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง และบุคคลทั่วไป ภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย” โดยเปิดพื้นที่ให้เข้ามาเรียนรู้ได้จากการปฏิบัติจริง ทดลองใช้นวัตกรรมจริง และนำองค์ความรู้กลับไปประยุกต์ใช้ในสวนยางพาราของตนเองเพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป กยท.จะใช้ศูนย์เรียนรู้ฯแห่งนี้ เป็นแปลงสาธิตการใช้น้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนม เพื่อเป็นแปลงต้นแบบสำหรับเรียนรู้และนำองค์ความรู้ของการนำน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนมมาใช้ในยางพาราและพืชอื่นๆ ก่อนจะขยายผลการไปยังเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ยางพาราต้นแบบทั้ง 33 แห่งของ กยท. ในพื้นที่ 10 จังหวัดอีสานตอนบน(จ.ขอนแก่น จ.เลย จ.กาฬสินธุ์ จ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี จ.หนองคาย จ.บึงกาฬ จ.สกลนคร จ.นครพนม และ จ.มุกดาหาร) เพื่อนำไปปรับใช้ในสวนยางพารา และในพืชเกษตรอื่นๆไม่ว่าจะเป็นข้าว พืชไร่ พืชผัก พืชสวน และไม้ผลของเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ภายในศูนย์เรียนรู้ยางพาราขอนแก่น ยังมีฐานการเรียนรู้นวัตกรรมของ กยท.อื่นๆอีกด้วย เช่น การเก็บเกี่ยวผลผลิตยางด้วยนวัตกรรมเอทิลีน การบริหารจัดการน้ำในสวนยางพาราด้วยนวัตกรรมผ้าเคลือบน้ำยางพาราสร้างรายได้เสริม (คลองไส้ไก่ส่งน้ำ บ่อผ้าเคลือบน้ำยาง) การเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามแนวทางอารยเกษตร เป็นต้น
สำหรับการผลิตน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนมดังกล่าว ผ่านการค้นคว้าวิจัยและควบคุมการผลิตโดยกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งกรดอะมิโนและโปรตีนนอกจากจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช ส่งเสริมการแตกใบและยอด ช่วยให้รากแข็งแรง ดูดซึมธาตุอาหารได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองที่พืชต้องการ เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างเซลล์พืช ลดปัญหาใบอ่อนปิดงอหรือยอดแห้ง รวมทั้งยังมีจุลินทรีย์ที่ช่วยปรับปรุงความสมดุลในดิน เพิ่มอินทรียวัตถุ บำรุงดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี กระตุ้นการย่อยสลายสารอินทรีย์ ช่วยลดกลิ่นเหม็นและยับยั้งเชื้อโรคบางชนิด ตลอดจนมีกรดแลคติกที่เกิดจากการหมักช่วยยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียที่เป็นโทษในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้พืชมีผลผลิตเพิ่มขึ้น และถ้าใช้อย่างต่อเนื่องจะทำให้ต้นพืชเแข็งแรงทนทานต่อโรคมากขึ้น รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสอด คล้องกับกระแสสังคมในปัจจุบันและอนาคตที่ให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
รองผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ขึ้นทะเบียนรับรองน้ำหมักชีวภาพน้ำกรดอะมิโนนมที่ กยท.ดำเนินการผลิตภายใต้สูตรจากกรมพัฒนาที่ดินดังกล่าว ซึ่ง กยท. จะนำมาส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางนำไปใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ในอัตราส่วน 70:30 ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ใช้ปุ๋ยเคมี 70% ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 30% เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง รวมทั้งยังจะมีการต่อยอดนำน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนมไปผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดที่ได้มาตรฐานตามกรมวิชาการเกษตรกำหนด เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้แทนหรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีในอนาคต โดยจะใช้แบรนด์ กยท.” ในการันตีคุณภาพ
“การนำน้ำหมักชีวภาพกรดอะมิโนนมมาใช้ในสวนยางพารา และในพืชเกษตรอื่นๆ ดังกล่าวนอกจากจะยังจะช่วยแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดและส่งเสริมให้เกษตรกรหันมากใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้สามารถขายน้ำนมดิบที่เสื่อมคุณภาพแล้วได้อีกในราคาไม่ต่ำกว่า 12 บาท ต่อ กิโลกรัม ซึ่งเดิมน้ำนมดิบดังกล่าวจะต้องถูกทิ้ง ถือเป็นการชดเชยรายได้ส่วนที่ขาดหายไป" รองผู้ว่าการ กยท.กล่าวในตอนท้าย


