“ภราดร” ยืนยันตนเอง-พี่ชาย-ภท.ไม่มีเอี่ยว สว. หลังล่าสุด lLaw แฉ สว.อ่างทอง โทรหาหลังได้รับเลือก ถามกลับได้ข้อมูลจากไหน จี้ “เป๋า” เปิดเผยที่มา ไม่ใช่มาไล่บี้คนถูกกล่าวหา ยันไม่เคยมีข้อมูลโทรศัพท์ในสำนวน เหน็บปัจจุบันใช้ AI ทำ 10 นาทีก็ได้แล้ว จำไม่ได้บอกขนาดกินข้าวเมื่อวานยังลืม ยกวรรณกรรม "คำพิพากษา" ไอ้ฟัก-สมทรง ถูกสังคมตัดสิน ทั้งที่ไม่ผิด
วันที่ 24 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ iLaw ออกมาโพสต์กล่าวอ้างพร้อมข้อมูลการโทรศัพท์ สว. อ่างทอง โทรหา 2 พี่น้องปริศนานันทกุล ว่า ขอย้ำอีกครั้ง ตนและนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล และสส.อ่างทอง รวมถึงพรรคภูมิใจไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสว. ที่มีการเลือกตั้งในปี 2567 ส่วน iLaw นำข้อมูลการโทรศัพท์เข้าและออกของตน ทั้งการรับสายและโทรออกมาเปิดเผย เมื่อวานตนให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์แล้ว ว่าข้อมูลการโทรเข้าโทรออกเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งหากเป็นบุคคลทั่วไปไม่มีใครสามารถที่จะเอาข้อมูลนี้ได้ จึงต้องตั้งคำถามว่า ข้อมูลหลักฐานที่นำมาเปิดเผย หรือนำมาเป็นหลักฐาน เป็นข้อมูลจริงหรือไม่ เพราะไม่สามารถบอกได้เลยว่า สิ่งที่เอามาสร้างภาพ มาปะติดปะต่อแบบนี้เป็นข้อมูลเท็จหรือข้อมูลจริง ซึ่งเป็นข้อมูลลับที่ตนยังไม่สามารถจะทำได้เลย ทั้งข้อมูลแบบนี้จะต้องโทรไปยังเครือข่ายโทรศัพท์ และใช้เวลาขอพอสมควร เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
ส่วนมองว่าข้อมูลที่นำมาได้จากการแฮ็กหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องถามคนที่ได้ข้อมูล ได้มาจากไหน ต้องไปดูที่มาก่อนถึงจะตอบได้ว่า ข้อมูลนี้มีหลักฐานแค่ไหน “ง่ายๆ ถ้าผมจะทำเดี๋ยวนี้ก็ทำได้ พิมพ์ชื่อคนโน้นคนนี้ และพิมพ์เวลาใส่เข้าไปใน Excel หรือให้ AI ทำ เดี๋ยวนี้ก็ทำได้ ต้องยืนยันกันให้ได้ก่อนว่า เป็นข้อมูลจริงหรือเท็จแบบไหน”
เมื่อถามว่าข้อเท็จจริงมีผู้สมัครสว.อ่างทองโทร หาในวันที่ 27 มิ.ย. 2567 หลังเลือกสว.เสร็จหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า “โห ให้ไปดูเอง ผมบอกแบบนี้ถามแบบนี้ว่า เมื่อวานตอนเช้ากินข้าวกับอะไร ผมเชื่อว่าบางคนยังตอบไม่ได้ แต่นี่เรื่องมัน 2 ปีมาแล้ว ถ้าวันนี้ผมตอบว่า มันไม่มีการโทร หรือมีการโทร แบบโน้นแบบนี้ ทุกคนตั้งข้อสังเกตกับผมได้เลยว่า ผมแน่นอน เพราะแค่ถามว่าเมื่อวานกินข้าวกับอะไร บางคนก็จำไม่ได้ ดังนั้นถ้าพูดไปแบบนั้น ต้องมีคนตั้งข้อสงสัย ผมปั้นเรื่องแล้ว เพื่อที่จะเอาตัวรอด ฉะนั้นอยู่ที่หลักฐาน ที่นำมาเปิดเผย คนที่จะยืนยันหลักฐาน คือคนที่เอาหลักฐานมาเปิดเผย ไม่ใช่คนที่ถูกกล่าวหาต้องเป็นผู้ยืนยัน จึงต้องถามคนเปิด”
เมื่อถามย้ำว่า เช้าวันนั้นเป็นวันสำคัญ มีสว. 2 คน คือ นายสืบศักดิ์ แววแก้ว และนางคอดียะห์ ทรงงาม ได้โทรหา คนอาจสงสัยว่าเมื่อได้รับเลือกแล้วเหตุใดจึงโทรหาคนแรกๆ นายภราดร ย้ำคำเดิมว่า ให้เอาข้อมูลมาดูก่อนว่ามีหลักฐานมีคลิปเสียง คลิปภาพหรือวิดีโอเป็นเสียงหรือไม่ ตนบอกตั้งแต่แรกว่าข้อมูลที่เป็นตาราง Excel ถ้าจะทำตอนนี้ขอเวลา 10 นาที ตนก็ทำได้ ซึ่งตนอาจจะพิมพ์ชื่อ คุณพริษฐ์ โทรหา คุณนันทนา หรือคุณเป๋า โทรหาคุณนันทนา วันเลือกตั้งตนทำได้หมด ฉะนั้นต้องยืนยันกันให้ได้ก่อนว่า ข้อมูลที่นำมาเปิดเผยเป็นข้อมูลจริง
เมื่อถามย้ำว่า iLaw ต้องยืนยันกับเครือข่ายโทรศัพท์หรือให้เครือข่ายโทรศัพท์ยืนยันใช่หรือไม่ว่าเป็นข้อมูลจริง นายภราดร กล่าวว่า ใครที่เอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ต้องยืนยันให้ได้ว่าเป็นข้อมูลจริงเท็จแค่ไหน และหากเป็นข้อมูลจริงนำมาจากไหน เพราะเป็นข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมย้ำว่าคนที่จะยืนยันว่าข้อมูลจริงเท็จหรือไม่ คือคนที่เอาข้อมูลมาเปิดเผย ไม่ใช่คนที่ถูกกล่าวหา
“เมื่อวานผมนั่งดูข่าว พร้อมกับหัวเราะในลำคอ ก่อนที่จะกล่าวต่อว่า ผมได้นึกถึงวรรณกรรม ของชาติ กอบกิตติ เรื่องคำพิพากษา ผมนึกถึงไอ้ฟัก ให้ไปอ่านดูว่ามันเกิดเรื่องเหล่านี้ในสังคมไม่ใช่เฉพาะวันนี้แต่เกิดมา 50 ปีแล้ว สังคมเชื่อในสิ่งที่กล่าวหาโดยที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง เราควรจะจะเอาข้อเท็จจริงมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไอ้ฟักทำกับสมทรงแบบนั้นจริงหรือไม่ หรือไม่ได้ทำสุดท้ายถูกคำพิพากษาของสังคมไปแล้ว อันนี้ต้องยืนหลักให้ชัดเจน จะกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ และเป็นหลักฐานที่ถูกต้อง แล้วมาสู้กันบนความถูกต้อง กับการถูกตรวจสอบ ผมเป็นนักการเมือง ยอมรับการถูกตรวจสอบ แต่การกล่าวหาด้วยข้อมูลที่เป็นจริง หรือไม่ได้ถูกพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริงมันเป็นอีกเรื่อง ผมพร้อมที่จะต่อสู้ถ้าเป็นข้อมูลจริง”
เมื่อถามว่าไม่กังวลใช่หรือไม่ที่ iLaw ขู่แฉเพิ่มรายชื่อสว. นายภราดรยิ้ม ก่อนที่จะระบุว่า ไม่มีปัญหาใดๆ แต่ต้องยืนยันได้ว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แล้วมาต่อสู้บนข้อมูลที่ถูกต้องและได้รับการยืนยัน ซึ่งตนพร้อมเข้าสู่กระบวนการ และให้ความร่วมมือกับกระบวนการ
ส่วนข้อมูลที่เปิดเผย iLaw อ้างว่าได้จากสำนวนการสอบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. เมื่อถูกเปิดเผย แล้วจะส่งผลต่อกกต. ในส่งสำนวนคดีไปที่ศาลหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นยิ่งอาการหนัก เพราะสำนวนการสืบสวนสอบสวนของรัฐ ไม่ควรที่จะถูกเผยแพร่ จึงต้องถามไปยังหน่วยงาน ต้องถามไปที่กกต. เสียงดังๆว่าเป็นข้อมูลจากกกต. หรือไม่ และถ้ามีผู้มีส่วนได้เสียก็ต้องถามไปยังผู้ถูกอ้างถึงว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ ถ้าจริงมาพูดกันต่อ ถ้าไม่จริงก็จบ
นายภราดร ยังยืนยันด้วยว่า ตอนที่เข้าชี้แจงกับทางกกต. ไม่มีประเด็นในเรื่องดังกล่าวนี้ และตนไม่เคยให้ข้อมูล ไม่มีการสอบถามถึงเรื่องการโทรศัพท์
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะทำอย่างไรให้สังคมสิ้นสงสัย ว่าแม้เหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลอนุทิน2 แต่มีสส. ของพรรคและรัฐมนตรีภูมิใจไทย ถูกกล่าวหา นายภราดร กล่าวว่า ก็ต้องชี้แจงกันไป พร้อมย้ำที่ต้องยกคำพิพากษา ของชาติ กอบจิตติ ขึ้นมา เพราะต้องพยายามดูหลักฐานให้ชัดเจนเสียก่อน ก่อนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ซึ่งตนไม่สามารถไปบังคับหรือบอกกับใครให้เชื่อ ว่าตนทำหรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับหลักฐานที่เข้มแข็งและถูกต้องเท่านั้น เราก็สู้กันบนข้อมูลหลักฐาน
เมื่อถามต่อว่าเช่นนั้นอาจจะเข้าทาง iLaw และนายพริษฐ์ วัชระสินธุ์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่อยากให้พิสูจน์ในชั้นศาล โดยกกต. ต้องสั่งฟ้อง 229 คน นายภราดร กล่าวว่า ก็อยู่ที่กกต. เพราะเป็นต้นทาง เชื่อว่าก่อนที่จะส่งอะไรไปฟ้องหรือไม่ฟ้อง ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน ในอดีตกกต. ยุบพรรคการเมืองมากี่พรรคแล้ว โดยเหตุผลเพียงว่า มีข้อมูลที่เชื่อได้ว่า ยกตัวอย่างพรรคชาติไทย ถูกยุบ โดยถูกกล่าวหาว่า มีผู้สมัครสส. ชัยนาท ทุจริตเลือกตั้ง และกล่าวหาถึงกรรมการบริหารพรรค โดยกกต. เชื่อได้ว่ามีการทุจริตจริงและนำไปสู่การฟ้องศาล โดยศาลเชื่อตามกกต. และสั่งยุบพรรคชาติไทยตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด แต่สุดท้ายไปยังศาลยุติธรรม ได้มีคำพิพากษาว่าไม่มีการซื้อเสียง และคืนเงินให้กับผู้สมัครสส. ดังนั้นหมายความว่าผู้สมัครสส. ชัยนาทไม่มีมีความผิด แต่พรรคถูกยุบไปแล้ว และกรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้ว ดังนั้นการตัดสินใดๆ ตามความรู้สึกเชื่อ หรือข้อความเพียงคำว่าเชื่อได้ว่า ตนว่าไปพิพากษาคนแบบนั้นไม่ได้ จึงต้องมีพยานหลักฐานแน่นหนาเพียงพอก่อนที่จะไปกล่าวหาใคร.


